ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยข้อมูลสินเชื่อของสถาบันการเงินประจำไตรมาส 4 ปี 2567 พบว่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรถยนต์หดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังคงอ่อนแอและภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเป็นไปอย่างช้าและไม่ทั่วถึง
สินเชื่อบ้านหดตัวต่อเนื่อง
สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในไตรมาส 4 ปี 2567 หดตัวร้อยละ 2.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการหดตัวที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี โดยมีสาเหตุหลักจากความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว นอกจากนี้ ราคาที่อยู่อาศัยที่ปรับตัวสูงขึ้นยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อ
สินเชื่อรถยนต์ทรุดตัวหนัก
ขณะที่สินเชื่อรถยนต์ก็หดตัวลงถึงร้อยละ 4.1 โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถกระบะ ซึ่งได้รับผลกระทบจากยอดขายรถยนต์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้บริโภคมีกำลังซื้อลดลงและมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น สถาบันการเงินจึงปรับเกณฑ์การให้สินเชื่อเข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะการพิจารณารายได้และภาระหนี้เดิมของลูกค้า
หนี้ครัวเรือนยังเป็นปัจจัยเสี่ยง
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า "หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันการบริโภคและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อที่อยู่อาศัยและรถยนต์ ซึ่งเป็นสินเชื่อขนาดใหญ่ที่มีผลต่อสภาพคล่องของภาคครัวเรือน" ทั้งนี้ สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ยังคงอยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 89.6 แม้จะปรับลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม
การหดตัวของสินเชื่อดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก โดยธปท.คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวได้เพียงร้อยละ 2.8-3.2 ต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น เนื่องจากกำลังซื้อที่อ่อนแอและหนี้ครัวเรือนที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัว
นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเป็นอีกสองเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจ
แนวโน้มในอนาคตและการปรับตัวของสถาบันการเงิน
ธปท.ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่สถาบันการเงินต่างปรับกลยุทธ์โดยเน้นการปล่อยสินเชื่อที่มีคุณภาพมากขึ้น และให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ เช่น การปรับโครงสร้างหนี้และการพักชำระหนี้ชั่วคราว
ทั้งนี้ ผู้บริโภคควรบริหารจัดการหนี้อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงการก่อหนี้ที่ไม่จำเป็น และควรมองหาทางเลือกในการออมหรือลงทุนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน



