คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% ต่อปี สู่ระดับ 2.50% ต่อปี โดยให้มีผลทันที การตัดสินใจครั้งนี้สอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เนื่องจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง แม้เศรษฐกิจไทยจะยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่างประเทศ
เหตุผลการปรับขึ้นดอกเบี้ย
นางสาวรุ่ง มัลลิกะมาส เลขานุการ กนง. เปิดเผยว่า คณะกรรมการเห็นว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้มีความจำเป็นเพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเป้าหมาย และป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่สูงเกินไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน นอกจากนี้ การปรับขึ้นดอกเบี้ยยังช่วยลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงินในระยะยาว โดยเฉพาะการก่อหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง
เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัว
กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2567 มีแนวโน้มขยายตัวที่ 3.6% ซึ่งใกล้เคียงกับประมาณการครั้งก่อน โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวที่กลับมาฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม การส่งออกยังคงชะลอตัวตามเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลง โดยเฉพาะจากจีนและสหรัฐฯ
ผลกระทบต่อประชาชนและธุรกิจ
การปรับขึ้นดอกเบี้ยจะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและประชาชนสูงขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ และบัตรเครดิต ซึ่งอาจทำให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม กนง. มองว่าภาคธนาคารพาณิชย์มีสภาพคล่องเพียงพอและจะไม่ส่งผ่านต้นทุนทั้งหมดไปยังลูกค้าในทันที
มุมมองต่อเงินเฟ้อ
กนง. คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1-3% ในปี 2567 โดยมีปัจจัยกดดันจากราคาพลังงานและอาหารโลกที่ยังสูง แต่เชื่อว่ามาตรการดูแลราคาของภาครัฐจะช่วยลดผลกระทบได้บางส่วน
แนวโน้มดอกเบี้ยในอนาคต
กนง. ส่งสัญญาณว่าอาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอนาคตหากจำเป็น โดยจะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าดอกเบี้ยนโยบายอาจขึ้นไปถึง 2.75% ภายในสิ้นปีนี้
ทั้งนี้ การปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้มีผลทันที ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยกลับสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี สะท้อนถึงความพยายามของธนาคารกลางในการควบคุมเงินเฟ้อ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก



