กนง. มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% ต่อเนื่อง
กนง. คงดอกเบี้ยนโยบาย 2.50% เอกฉันท์ (09.07.2026)

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมครั้งที่ 4/2567 เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2567 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ต่อเนื่อง หลังจากที่ประชุมครั้งก่อนได้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับดังกล่าวเช่นกัน โดยการตัดสินใจครั้งนี้สอดคล้องกับที่ตลาดการเงินส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้

เหตุผลในการคงดอกเบี้ย

กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากปัจจัยเชิงโครงสร้างในระยะยาว โดยเฉพาะการฟื้นตัวของภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ยังไม่เต็มที่ รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐที่ชะลอตัวลง นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3% แม้จะมีแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานบางส่วน

นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการ กนง. กล่าวว่า "การคงดอกเบี้ยในครั้งนี้เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค โดยคำนึงถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบาง"

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

มุมมองเศรษฐกิจไทย

กนง. ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2567 ลงเหลือ 2.6% จากเดิมที่คาดไว้ 2.8% ในเดือนเมษายน เนื่องจากปัจจัยด้านการส่งออกที่อ่อนแอและกำลังซื้อในประเทศที่ฟื้นตัวช้า โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ขณะที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 3.0% ในปี 2568

ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป กนง. คาดว่าจะอยู่ที่ 1.1% ในปี 2567 และ 1.3% ในปี 2568 ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมาย โดยแรงกดดันด้านอุปทานมีแนวโน้มลดลง ขณะที่ความต้องการในประเทศยังไม่แข็งแรงพอที่จะผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา

กนง. มองว่าความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยมีทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทั้งจากนโยบายการเงินของสหรัฐฯ และยุโรป รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการส่งออกของไทย นอกจากนี้ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นข้อจำกัดต่อการบริโภคและการขยายตัวของสินเชื่อ

นางสาวกัญญ์ชลา โล่ห์วนิชชัย ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน กล่าวว่า "กนง. พร้อมปรับเปลี่ยนนโยบายหากสถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่ำกว่าที่คาดหรือมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการเงิน"

ผลกระทบต่อตลาดการเงิน

การคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% ทำให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศยังคงสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินภูมิภาค อย่างไรก็ตาม กนง. ระบุว่ายังคงติดตามสถานการณ์การเคลื่อนย้ายเงินทุนและค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้กระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ตลาดหุ้นไทยตอบรับเชิงลบเล็กน้อย โดยดัชนี SET Index ปรับตัวลดลง 0.3% หลังการประกาศ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ปรับตัวลงเล็กน้อย สะท้อนว่านักลงทุนคาดว่าดอกเบี้ยจะคงที่ในระยะสั้น

แนวโน้มดอกเบี้ยในระยะต่อไป

กนง. ส่งสัญญาณว่าอาจปรับลดดอกเบี้ยในอนาคตหากเศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรง โดยระบุในรายงานว่าการดำเนินนโยบายการเงินจะขึ้นอยู่กับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเป็นหลัก นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่ากนง. จะคงดอกเบี้ยที่ 2.50% ไปจนถึงสิ้นปี 2567 ก่อนที่จะเริ่มปรับลดในปี 2568