กนง.มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% ต่อเนื่อง
กนง.คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% ต่อเนื่อง (03.07.2026)

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นระดับเดียวกับที่คงไว้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 โดยสอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้

เหตุผลที่คงดอกเบี้ย: เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ความเสี่ยงเงินเฟ้อต่ำ

นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการ กนง. เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ฟื้นตัวช้า ประกอบกับภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 คาดว่าจะอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3% แต่มีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเล็กน้อยในช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากราคาพลังงานและอาหารสดปรับลดลง ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ทำให้ กนง. สามารถคงดอกเบี้ยเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชน

การคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของธนาคารพาณิชย์ยังคงทรงตัว ซึ่งอาจช่วยลดภาระดอกเบี้ยของประชาชนและธุรกิจบางส่วน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ช่วยกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนมากนัก

นายปิติ กล่าวว่า “คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันยังสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ การคงดอกเบี้ยในครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง”

มุมมองต่อเศรษฐกิจไทยปี 2568

กนง. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวประมาณ 3.0% ลดลงจาก 3.2% ในปี 2567 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการท่องเที่ยวและการบริโภคภาครัฐ ขณะที่การส่งออกอาจขยายตัวเพียง 2.5% เนื่องจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ที่ 1.5% ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย สะท้อนกำลังซื้อที่อ่อนแอและต้นทุนการผลิตที่ทรงตัว

แนวโน้มดอกเบี้ยในระยะต่อไป

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า กนง. จะยังคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% ไปจนถึงกลางปี 2568 ก่อนที่จะมีโอกาสปรับลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง หากเศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้าและเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ

อย่างไรก็ตาม กนง. ระบุว่าพร้อมปรับเปลี่ยนนโยบายหากสถานการณ์เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะจากปัจจัยภายนอก เช่น สงครามการค้าโลก หรือความผันผวนของตลาดการเงิน