ธปท.คงดอกเบี้ยนโยบาย 2.50% หวังกระตุ้นศก.ไทยโตยั่งยืน
ธปท.คงดอกเบี้ยนโยบาย 2.50% หวังกระตุ้นศก.ไทยโตยั่งยืน

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ต่อปี ในการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2567 โดยมีผลทันที การตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปตามความคาดหวังของตลาดและนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวไม่เต็มที่และมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก

เหตุผลหลักในการคงดอกเบี้ย

นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการ กนง. เปิดเผยว่า คณะกรรมการเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยเศรษฐกิจไทยในปี 2567 คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.0% และ 3.5% ในปี 2568 ซึ่งใกล้เคียงกับศักยภาพ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะอยู่ที่ 1.2% ในปี 2567 และ 1.5% ในปี 2568 ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม กนง. ยังคงกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะนโยบายการค้าระหว่างประเทศและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย นอกจากนี้ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการบริโภคภายในประเทศ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

การคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.50% จะช่วยให้ต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและประชาชนยังคงอยู่ในระดับที่ไม่สูงเกินไป ซึ่งจะสนับสนุนการลงทุนและการบริโภค อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับหลายประเทศอาจส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าลดลงและค่าเงินบาทผันผวน

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า “การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของคณะกรรมการในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสนับสนุนการฟื้นตัวที่ยั่งยืน โดยคำนึงถึงทั้งปัจจัยภายในและภายนอก”

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

มุมมองต่อนโยบายการเงินในอนาคต

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า กนง. จะยังคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับปัจจุบันไปจนถึงกลางปี 2568 ก่อนที่จะเริ่มปรับลดลงหากเศรษฐกิจโลกและในประเทศมีสัญญาณชะลอตัวชัดเจนขึ้น ทั้งนี้ ต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เช่น สถานการณ์หนี้ครัวเรือน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และแนวโน้มเงินเฟ้อ

การประชุมครั้งต่อไปของ กนง. จะมีขึ้นในวันที่ 18 ธันวาคม 2567 ซึ่งตลาดจะจับตาดูสัญญาณการเปลี่ยนแปลงนโยบายอย่างใกล้ชิด