เงินบาทแตะ 30.93 บาทต่อดอลลาร์ฯ หุ้นไทยทะลุ 1,400 จุด หลังเลือกตั้ง รับแรงซื้อสินทรัพย์ไทย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเปิดเผยความเคลื่อนไหวตลาดการเงินไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า ค่าเงินบาทและดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นอย่างชัดเจน รับบรรยากาศเชิงบวกหลังการเลือกตั้งทั่วประเทศ โดยเงินบาทแข็งค่าตามแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากนักลงทุนต่างชาติ ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยพุ่งแตะจุดสูงสุดรอบ 1 ปี 2 เดือน
เงินบาทแข็งค่ารับแรงซื้อสินทรัพย์ไทยและปัจจัยโลก
ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นสอดคล้องกับสถานะซื้อสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ โดยในช่วงต้นสัปดาห์ เงินบาทแข็งค่าตามการฟื้นตัวของราคาทองคำในตลาดโลก ที่กลับมายืนเหนือระดับ 5,000 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ นอกจากนี้ เงินบาทยังได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทยเกือบตลอดสัปดาห์ หลังผลการเลือกตั้งสะท้อนความหวังต่อเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่
ระหว่างสัปดาห์ เงินบาทแข็งค่าผ่านแนว 31.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ไปแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 2 สัปดาห์ที่ 30.93 บาทต่อดอลลาร์ฯ ก่อนจะอ่อนค่ากลับมาในช่วงปลายสัปดาห์ สอดคล้องกับสกุลเงินภูมิภาค และการที่นักลงทุนต่างชาติกลับมาขายสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทย ขณะเดียวกัน แรงกดดันด้านอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ฯ ชะลอลงบางส่วน ท่ามกลางแรงขายสินทรัพย์เสี่ยงของนักลงทุน
ดัชนีหุ้นไทยพุ่งแตะจุดสูงสุดรอบ 1 ปี 2 เดือน
ด้านตลาดหุ้นไทย ดัชนีปรับตัวขึ้นเกือบตลอดทั้งสัปดาห์ โดยได้รับแรงหนุนจากการเข้าซื้อของนักลงทุนต่างชาติ SET Index ดีดตัวขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,400 จุด ได้ตั้งแต่วันทำการแรกหลังการเลือกตั้ง เนื่องจากพรรคที่ชนะการเลือกตั้งได้คะแนนเสียงสูง ทำให้ตลาดประเมินว่ามีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ส่งผลให้เกิดแรงซื้อจากทั้งนักลงทุนต่างชาติและนักลงทุนสถาบันในประเทศในหุ้นทุกกลุ่มอุตสาหกรรม นำโดยกลุ่มธนาคาร เทคโนโลยี พลังงาน และค้าปลีก
ดัชนียังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง และขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 ปี 2 เดือนที่ 1,443.97 จุด ก่อนจะย่อตัวลงบางส่วนในช่วงท้ายสัปดาห์ หลังตลาดรับรู้ปัจจัยการเมืองไปมากแล้ว ประกอบกับมีแรงขายทำกำไรในหุ้นบิ๊กแคปรายตัว รวมถึงแรงกดดันจากตลาดหุ้นภูมิภาคที่ปรับตัวลงตามทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ จากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของปัญญาประดิษฐ์ (AI)
จับตาปัจจัยสำคัญสัปดาห์หน้า
สำหรับสัปดาห์ระหว่างวันที่ 16-20 ก.พ. 2569 ธนาคารกสิกรไทย (KBank) คาดกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทไว้ที่ 30.70-31.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่:
- ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/2568 ของไทยและญี่ปุ่น
- ปัจจัยการเมืองในประเทศและทิศทางเงินทุนต่างชาติ
- การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก
- ดัชนีราคา PCE/Core PCE เดือนธ.ค. ของสหรัฐฯ
- บันทึกการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 27-28 ม.ค.
- ดัชนี PMI เบื้องต้นเดือนก.พ. ของยูโรโซน อังกฤษ และสหรัฐฯ
บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย (KSecurities) ประเมินแนวรับของดัชนีไว้ที่ 1,400 และ 1,385 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,445 และ 1,460 จุด ตามลำดับ ปัจจัยที่ต้องติดตามเพิ่มเติม ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/2568 ของไทย สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาล ทิศทางเงินทุนต่างชาติ ดัชนีราคา PCE/Core PCE เดือนธ.ค. ของสหรัฐฯ บันทึกการประชุมเฟด ตลอดจนดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการเดือนก.พ. (เบื้องต้น) ของสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ยูโรโซน และอังกฤษ



