ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ประกาศปรับลดค่าธรรมเนียมทางการเงินครอบคลุม 4 ประเภท รวม 19 รายการ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs โดยจะทยอยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม 2569
รายละเอียดการปรับลดค่าธรรมเนียม
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยว่า ธปท. ได้ออกหลักเกณฑ์กำหนดค่าบริการและการให้บริการให้เป็นมาตรฐาน และปรับลดค่าธรรมเนียมหลายรายการลง เพื่อให้ประชาชนและ SMEs เข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินได้ด้วยอัตราที่เหมาะสม เป็นธรรม และไม่เป็นภาระเกินสมควร โดยครอบคลุมค่าธรรมเนียม 4 ประเภท ดังนี้
1. ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝาก
รวมถึงค่าขอรายการเดินบัญชี (statement) ค่าขอหนังสือรับรองฐานะทางการเงิน และค่ารักษาบัญชีเงินฝากที่ไม่เคลื่อนไหว (dormant account) ที่มียอดคงเหลือน้อยกว่าที่กำหนด
2. ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์
ครอบคลุมค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตพื้นฐาน รวมถึงค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต
3. ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการชำระเงิน
เช่น ค่าบริการข้ามเขตและค่าคู่สายสำหรับการฝาก ถอน โอนเงินที่เครื่องอิเล็กทรอนิกส์และสาขา การโอนเงินผ่านระบบบาทเน็ต การฝากเช็ค และการรับชำระหนี้ค่าสินค้าและบริการ รวมถึงค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน
4. ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อ SMEs
ได้แก่ ค่าบริการใช้สินเชื่อ (front-end fee) ค่าบริการขยายระยะเวลาการเบิกใช้วงเงิน ค่าบริการต่ออายุวงเงินหมุนเวียน ค่าชำระสินเชื่อก่อนกำหนด (prepayment fee) และค่าบริการยกเลิกวงเงิน
ธปท. ระบุว่าที่ผ่านมาพบการเรียกเก็บค่าบริการบางรายการที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง โดยเฉพาะรายการที่ต้นทุนลดลงหรือไม่มีต้นทุนแล้วจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แต่ยังคงเก็บค่าบริการอยู่ นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างของค่าบริการระหว่างสถาบันการเงินแต่ละแห่งอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นการกำหนดหลักเกณฑ์นี้จะช่วยให้การเรียกเก็บค่าบริการเป็นมาตรฐานเดียวกัน โปร่งใส และสะท้อนต้นทุนมากขึ้น
ทั้งนี้ ผู้ให้บริการจะต้องไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายอื่น ค่าบริการใหม่ หรือปรับอัตราดอกเบี้ย เพื่อทดแทนค่าบริการที่ลดลงจากหลักเกณฑ์นี้ ยกเว้นกรณีมีเหตุจำเป็น เช่น ต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การสิ้นสุดระยะเวลาส่งเสริมการขาย หรือความเสี่ยงของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไป
หากผู้ให้บริการไม่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ต้องคืนเงินส่วนต่างที่เรียกเก็บเกินให้แก่ลูกค้านับตั้งแต่วันที่หลักเกณฑ์มีผลบังคับใช้ และต้องจัดทำแผนดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลาที่กำหนด
หลักเกณฑ์นี้เป็นไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ 23/2569 เรื่อง การกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการ โดยจะทยอยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาจนถึงเดือนตุลาคม 2569 เพื่อให้ผู้ให้บริการมีเวลาในการปรับระบบงาน



