ดัชนีราคาผู้บริโภคเมษายนยังติดลบ 0.67% ส่อภาวะเงินฝืดต่อเนื่อง
กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดเผยข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สำหรับเดือนเมษายน พ.ศ. 2567 ซึ่งยังคงแสดงค่าติดลบที่ -0.67% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า นับเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกัน สะท้อนถึงภาวะเงินฝืดที่ยังคงกดดันเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน
ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อดัชนีราคาผู้บริโภค
การลดลงของดัชนีราคาผู้บริโภคในเดือนนี้มีสาเหตุหลักมาจากการลดลงของราคาสินค้าและบริการในหลายหมวดหมู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:
- หมวดอาหารและเครื่องดื่ม: มีการลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรที่เพิ่มขึ้นและราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวลดลง
- หมวดพลังงาน: ราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มยังคงอยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งและครัวเรือนลดลง
- หมวดที่อยู่อาศัยและเครื่องใช้ในครัวเรือน: ราคาวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อย
นอกจากนี้ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่แน่นอนและความกังวลเกี่ยวกับการบริโภคภายในประเทศก็มีส่วนทำให้ดัชนีราคาผู้บริโภคยังคงอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง
ผลกระทบและมาตรการของภาครัฐ
ภาวะเงินฝืดที่ปรากฏจากดัชนีราคาผู้บริโภคที่ติดลบอาจส่งผลกระทบในหลายด้าน เช่น:
- การบริโภคภายในประเทศ: ผู้บริโภคอาจชะลอการซื้อสินค้าเนื่องจากคาดว่าราคาจะลดลงต่อไป
- การลงทุนของภาคเอกชน: ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจอาจทำให้ธุรกิจลังเลในการขยายกิจการ
- รายได้ของเกษตรกรและผู้ผลิต: ราคาสินค้าที่ลดลงอาจกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่
เพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ ภาครัฐได้เร่งดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการช่วยเหลือประชาชนและมาตรการส่งเสริมการลงทุน โดยหวังว่าจะสามารถฟื้นฟูความเชื่อมั่นและกระตุ้นการบริโภคให้กลับมาแข็งแกร่งขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและคาดว่าดัชนีราคาผู้บริโภคอาจเริ่มปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสต่อๆ ไป หากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศมีเสถียรภาพมากขึ้น



