ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยประจำไตรมาส 4/2567 อยู่ที่ 16.32 ล้านล้านบาท ลดลงจากไตรมาส 3/2567 ที่อยู่ที่ 16.36 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 89.6% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่อยู่ที่ 90.3%
สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีลดลงต่อเนื่อง
สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีที่ลดลงในไตรมาส 4/67 สะท้อนถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของภาครัฐและสถาบันการเงิน โดยเฉพาะโครงการปรับโครงสร้างหนี้และการพักชำระหนี้สำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19
อย่างไรก็ตาม หนี้ครัวเรือนไทยยังคงอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค โดยสัดส่วน 89.6% ต่อจีดีพี ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศกำลังพัฒนา
ประเภทหนี้ที่ลดลงและเพิ่มขึ้น
หนี้ที่ลดลงส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล ขณะที่หนี้เพื่อที่อยู่อาศัยยังคงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ตามการขยายตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์
นางสาวสุวรรณี มาศเมฆ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า "การลดลงของหนี้ครัวเรือนในไตรมาสนี้เป็นสัญญาณที่ดี แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้ที่มีรายได้น้อยซึ่งยังมีความเปราะบาง"
มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้
ธปท. ร่วมกับสถาบันการเงินได้ดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ย การยืดระยะเวลาการชำระหนี้ และการให้สินเชื่อใหม่เพื่อการปรับโครงสร้างหนี้ โดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
นอกจากนี้ ธปท. ยังอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการเพิ่มเติมเพื่อลดภาระหนี้ครัวเรือนในระยะยาว โดยเน้นการเพิ่มรายได้และการออมของประชาชน
แนวโน้มหนี้ครัวเรือนในปี 2568
ธปท. คาดว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีจะลดลงต่อเนื่องในปี 2568 มาอยู่ที่ระดับ 88-89% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือน
ทั้งนี้ ธปท. จะติดตามสถานการณ์หนี้ครัวเรือนอย่างใกล้ชิด และพร้อมปรับมาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป



