INVX มองตลาดหุ้นไทยแกว่งขึ้น Fund Flow ไหลเข้าต่อ แตะแนวต้าน 1470-1485 จุด
INVX มองตลาดหุ้นไทยแกว่งขึ้น Fund Flow ไหลเข้าต่อ

INVX มองตลาดหุ้นไทยมีช่วงแกว่งขึ้น แนวโน้ม Fund Flow ยังไหลเข้าต่อ

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (INVX) ได้เผยแพร่รายงานวิเคราะห์ล่าสุด โดยคาดการณ์ว่าตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบแกว่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องระมัดระวังการชะลอตัวในระยะสั้นจากแนวต้านทางเทคนิคที่ระดับ 1470 ถึง 1485 จุด ซึ่งอาจทำให้การปรับตัวชะลอลงได้

ปัจจัยหนุนและความเสี่ยงที่ต้องจับตา

ในด้านปัจจัยภายใน การเมืองไทยมีความคืบหน้า หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศผลนับคะแนนเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ครบทั้ง 400 เขตแล้ว แต่ยังต้องติดตามการรับรองผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ซึ่งต้องไม่เกิน 60 วัน นับเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยสร้างความชัดเจนและสนับสนุนบรรยากาศการลงทุน

สำหรับปัจจัยภายนอก สถานการณ์การเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านเกี่ยวกับประเด็นนิวเคลียร์ยังไม่สามารถตกลงกันได้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในระยะสั้น แต่หากสถานการณ์บานปลายอาจกลายเป็นปัจจัยกดดันต่อตลาดหุ้นได้ นอกจากนี้ ความผันผวนจากนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและยุโรป รวมถึงสงครามการค้ากับจีน ยังเป็นประเด็นที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อบรรยากาศลงทุนโดยรวม

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

กลยุทธ์การลงทุนแบบ Selective Buy

INVX แนะนำกลยุทธ์การลงทุนแบบ "Selective Buy" โดยเน้นการตั้งรับ ไม่ไล่ราคา และล็อกเป้าหมายการลงทุนให้ชัดเจน สำหรับช่วงสั้น มองว่าตลาดหุ้นไทย (SET) จะมีการพักตัวหลังจากที่ปรับตัวขึ้นมา โดยควรติดตามการประกาศงบการเงินไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ของหุ้นในกลุ่ม Real Sector รวมถึงพัฒนาการด้านนโยบายต่างประเทศและประเด็นภูมิรัฐศาสตร์

ในส่วนของธีมการลงทุนหลัก INVX ได้แบ่งออกเป็น 2 ธีมหลักและ 4 ธีมเทรดดิ้ง ดังนี้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  1. หุ้น Earnings Play: คาดว่ากำไรไตรมาสที่ 4 ปี 2568 จะเติบโตเด่นเกิน 10% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยแนะนำหุ้นที่มีพื้นฐานธุรกิจมั่นคงและมีโมเมนตัมกำไรที่ดี เช่น BGRIM, CHG, และ PRM
  2. หุ้นปันผลคุณภาพดี: เพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนให้กับพอร์ตลงทุน แบ่งเป็น
    • หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะยาว: เน้นกำไรมั่นคง ความผันผวนต่ำ ฐานะการเงินแข็งแกร่ง มี SET ESG Ratings ระดับ A ถึง AAA และจ่ายปันผลสม่ำเสมอ โดยคาดให้อัตราผลตอบแทนปันผล (Div. Yield) สูงเกิน 5% ต่อปี เช่น AP, DIF, KTB, PTT, TISCO
    • หุ้นปันผลสำหรับลงทุนระยะสั้น 6 เดือน: กำไรปี 2568 มั่นคง ความผันผวนต่ำ คาดมีเงินปันผลจากกำไรปี 2568 ที่เหลือจ่ายหลังหักเงินปันผลที่ประกาศจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5% เช่น BAM, KBANK, SAT, THANI

แนวคิดเทรดดิ้งสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้

  1. Trading Idea: สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้และต้องการเก็งกำไร
    • หุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายเศรษฐกิจ: จากพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยราคาหุ้นยังปรับขึ้นน้อยกว่าดัชนี SET เมื่อเทียบตั้งแต่ต้นปี แนะนำกลุ่มธนาคาร (BBL, KTB, KBANK) กลุ่มพลังงานสะอาด (GPSC, GUNKUL, BANPU) กลุ่มค้าปลีก (CPALL, BJC, TNP) และกลุ่มการแพทย์และท่องเที่ยว (BDMS, CENTEL, ERW)
    • หุ้น Laggard Play: เพื่อรับอานิสงส์จากการหมุนกลุ่มเล่นของ Fund Flow โดยเลือกหุ้นใน SET 50 ที่ราคาปรับขึ้นน้อยกว่า SET และมีมูลค่าตามราคาตลาด (Valuation) ถูก โดยมีอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (PBV) และอัตราส่วนราคาต่อกำไร (PER) ปี 2569F ต่ำกว่า -1SD พร้อมพื้นฐานดี เช่น CENTEL, CPALL, HMPRO, SAWAD, BDMS
    • หุ้นที่ได้อานิสงส์จากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์: ในตะวันออกกลาง โดยเน้นเก็งกำไรตามรอบข่าว เช่น PTTEP, PTT, TOP, SPRC
    • หุ้นที่ได้อานิสงส์จากเม็ดเงินไหลเข้า: หลังการปรับโครงสร้างดัชนี MSCI Rebalance ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในราคาปิดวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 แนะนำหุ้นที่จะเข้า MSCI Global Small Cap เช่น CRC, IVL, JTS ขณะที่ควรระมัดระวังหุ้นที่ออกจากดัชนี เช่น CPAXT จาก MSCI Global Standard และ HANA, JMT, M, PLANB จาก MSCI Global Small Cap

Daily Top Picks จาก INVX

PTT: มีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ และราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น พร้อมกับการกระจายความเสี่ยงและลงทุนเชิงรุกในธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพื่อรองรับความมั่นคงทางพลังงาน รวมถึงมีโอกาสเพิ่มมูลค่า (Upside) จากแผนการทำ Asset Monetization เพื่อปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์และเพิ่มอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROIC) เป้าหมายราคาระยะสั้นอยู่ที่ 37.00 บาท

CENTEL: มีปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจากการประกาศความร่วมมือกับ OR เพื่อดำเนินธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) ซึ่งช่วยเร่งการขยายพื้นที่สู่เมืองรองได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้าไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงตรุษจีน คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาสที่ 4 ปี 2568 จะเติบโตเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และกำไรปกติในปี 2569 จะพลิกขยายตัว 16% เป้าหมายราคาระยะสั้นอยู่ที่ 40.00 บาท

โดยสรุป INVX มองว่าตลาดหุ้นไทยยังน่าสนใจในแง่ของมูลค่าตามราคาตลาด (Valuation) โดยปัจจุบันมีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (PER) ปี 2569F ที่ 15 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 16 เท่าของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี หากความคาดหวังการเร่งดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจัดตั้งรัฐบาลใหม่สามารถดึงดูด Fund Flow ให้ไหลเข้าต่อเนื่องได้ มีโอกาสที่ดัชนี SET จะปรับตัวขึ้นไปบริเวณ 1500 จุดได้ในอนาคต