วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ปะทุ! สหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่าน ส่งคลื่นกระแทกตลาดการเงินโลก
สถานการณ์โลกระส่ำอย่างหนัก หลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน สร้างความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลกทันที นักลงทุนต่างจับตาสินทรัพย์สำคัญอย่าง ทองคำ น้ำมัน และหุ้น อย่างใกล้ชิด เนื่องจากความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทองคำพุ่งพรวด! สินทรัพย์ปลอดภัยเป็นที่ต้องการ
ราคาทองคำในประเทศปรับตัวสูงขึ้นทันทีในวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้น 1,450 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่ราคาทองสปอตในตลาดโลกพุ่งแตะระดับประมาณ 5,280.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ สะท้อนถึงความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe haven) ที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (INVX) วิเคราะห์ว่า สถานการณ์นี้จะกระตุ้นให้มีเงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น โดยคาดว่า ราคาทองคำและโลหะเงินจะปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกับเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นและ Bond Yield ที่ลดลง
สำหรับตลาดทองคำในประเทศ ฮั่วเซ่งเฮงประกาศระงับบริการระบบซื้อ-ขายออนไลน์และทองคำแท่งทุกชนิดชั่วคราว เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างระมัดระวัง INVX แนะนำให้นักลงทุนพิจารณาลงทุนในทองคำผ่านกองทุน เช่น K-GOLD-A(A) หรือ ETF SPDR Gold MiniShares Trust (GLDM ETF) โดยตั้งเป้าราคาทองคำไว้ที่ 5,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ในระยะสั้น
น้ำมันผันผวนรุนแรง! ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสถานการณ์
มุมมองต่อราคาน้ำมัน Brent จาก INVX ชี้ว่า หากการโจมตีมีขอบเขตจำกัดและยุติลงเร็ว ราคาน้ำมันอาจปรับตัวขึ้นในระยะสั้นสู่ระดับ 75-80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนจะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย แต่หากสถานการณ์บานปลายสู่สงครามเต็มรูปแบบและยืดเยื้อ ราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะปรับขึ้นเกิน 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล นักลงทุนที่สนใจอาจพิจารณากองทุนที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทุน I-OIL หรือ ETF United States Oil Fund (USO)
ตลาดหุ้นโลกและไทยเผชิญแรงกดดัน! เงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง
จากสถิติในอดีต ตลาดหุ้นโลกมักตอบสนองต่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ภายใน 10-15 วันทำการ ก่อนจะฟื้นตัวในภายหลัง เว้นแต่เหตุการณ์จะรุนแรงเป็นพิเศษ ซึ่งอาจทำให้ตลาดผันผวนต่อเนื่องได้ INVX มองว่า การโจมตีครั้งนี้โดยสหรัฐฯ ที่ใช้ขีปนาวุธโทมาฮอว์ก จะส่งผลให้กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์หลักคือ กลุ่ม defense เช่น RTX และ LHK โดยแนะนำกองทุน DAOL-DEFENSE หรือ ETF Global X Defense Tech ETF (SHLD)
สำหรับตลาดหุ้นไทย (SET) คาดว่าเงินทุนจะไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง หากการโจมตีจำกัดและยุติเร็ว SET อาจปรับลง 15-30 จุด (-1% ถึง -2%) แต่หากเกิดสงครามเต็มรูปแบบและยืดเยื้อ อาจปรับลงมากกว่า 50 จุด (-3%) กลุ่มหลักที่คาดว่าจะได้ผลบวก ได้แก่ กลุ่มพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น เช่น PTTEP, PTT, TOP, SPRC ขณะที่กลุ่มที่ควรระวัง ได้แก่ กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP, กลุ่มค้าปลีกน้ำมัน, กลุ่มปิโตรเคมี, กลุ่มท่องเที่ยว/สายการบิน, กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์, กลุ่มพาณิชย์ และกลุ่มไฟแนนซ์
วิเคราะห์ลึกจากผู้เชี่ยวชาญ! ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่ากองกำลังสหรัฐฯ กำลังดำเนินการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่และต่อเนื่อง เพื่อทำลายขีปนาวุธของอิหร่าน ขณะที่ทางการอิหร่านเตรียมตอบโต้ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจกดดันบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกในสัปดาห์หน้า โดยอ้างอิงจากเหตุการณ์อิสราเอลโจมตีอิหร่านในปีก่อน ที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และ SET Index ปรับตัวลงเฉลี่ย -1% ราคาทองคำขึ้น +2% น้ำมันขึ้น +6% และ VIX ขึ้น +15%
กลุ่ม Outperform ในสถานการณ์นี้ ได้แก่ พลังงาน (PTT, PTTEP, BCP, TOP, SPRC) เรือขนส่งน้ำมัน (PRM) และกลุ่ม Defensive เช่น โรงพยาบาล รวมถึงธนาคารพาณิชย์ที่มีปันผลสูง ส่วนกลุ่ม Underperform คือ ท่องเที่ยว และกลุ่มที่ถูกกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น เช่น โรงไฟฟ้า นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากความไม่แน่นอนอาจส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนในระยะสั้นและระยะยาว



