บล.เอเซียพลัสเผยส่งออกไทยม.ค.พุ่ง 24.4% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จับตากนง.คงดอกเบี้ย
ส่งออกไทยม.ค.พุ่ง 24.4% สูงสุดประวัติการณ์ จับตากนง.คงดอกเบี้ย

ส่งออกไทยเดือนมกราคมทะลุสถิติใหม่ ขยายตัวสูงถึง 24.4%

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ได้เปิดเผยบทวิเคราะห์ทิศทางตลาดการลงทุนล่าสุด โดยชี้ให้เห็นถึงความโดดเด่นของปัจจัยในประเทศ โดยเฉพาะตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนมกราคม 2569 ที่ขยายตัวสูงถึง 24.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 8.2% อย่างมีนัยสำคัญ

ผลการเติบโตดังกล่าวได้ผลักดันให้มูลค่าการส่งออกรวมของไทยทะลุ 31,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สินค้าส่งออกหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตประกอบด้วย อัญมณีและเครื่องประดับ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ และอุปกรณ์สื่อสาร แม้จะตัดรายการทองคำออกจากการคำนวณแล้ว การส่งออกยังคงขยายตัวได้ถึง 19.1% ซึ่งสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของภาคการผลิตจริง (Real Sector) ของประเทศ

การนำเข้าขยายตัวสูง ส่งผลให้ไทยยังคงขาดดุลการค้า

อย่างไรก็ตาม ในฝั่งการนำเข้าไทยก็ขยายตัวร้อนแรงไม่แพ้กัน โดยเพิ่มขึ้นถึง 29.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงมีขาดดุลการค้าอยู่ที่ 3,303 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าตัวเลขการส่งออกจะสร้างสถิติใหม่ก็ตาม

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ตลาดคาดการณ์กนง.คงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.25% สอดคล้องกับการปรับเป้า GDP

ในส่วนของแนวโน้มนโยบายการเงิน ตลาดมีการคาดการณ์อย่างกว้างขวาง (Consensus 86%) ว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% ซึ่งสอดคล้องกับการที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยในปี 2569 ขึ้นเป็น 2.0% จากเดิมที่ 1.7%

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

การปรับเป้าหมาย GDP ขึ้นนี้เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดีกว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจส่งผลเชิงบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

ภาพรวมตลาดโลกผันผวนจากความกังวลเรื่อง AI และนโยบายภาษีทรัมป์

ขณะที่ปัจจัยในประเทศมีสัญญาณเชิงบวก แต่ภาพรวมตลาดการลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยง เนื่องจากความกังวลหลักสองประการ ได้แก่

  • AI Disruption ที่อาจส่งผลกระทบต่อกำไรของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ
  • ความไม่แน่นอนจากนโยบายภาษี 15% ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามการค้า (Trade War) กับประเทศที่ถูกมองว่าเอาเปรียบสหรัฐฯ

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกมีแนวโน้มไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) เช่น ทองคำที่ปรับตัวขึ้น 2.3% แตะระดับ 5,337 เหรียญสหรัฐ ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับฐานลงมากกว่า 1% โดยกลุ่มเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ร่วงลงถึง 4.8% จากความกังวลเรื่อง AI

กลยุทธ์การลงทุน: ตลาดหุ้นไทยพักฐาน แนะสะสมหุ้นเด่นรับอานิสงส์เทรดวอร์โมฆะ

สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทย (SET Index) บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า ตลาดตอบรับเชิงบวกในระยะสั้นจากประเด็นการเก็บภาษีที่เป็นโมฆะ แต่ถูกแรงขายทำกำไรกดดันดัชนี เนื่องจากดัชนีปรับขึ้นไปทดสอบแนวต้านใหญ่ที่ 1,506 จุด

นอกจากนี้ หุ้นเกือบครึ่งหนึ่งของตลาด (ประมาณ 45%) มีค่า RSI เข้าสู่เขต Overbought (ซื้อมากเกินไป) ทำให้ดัชนีผ่านแนวต้านดังกล่าวไปได้ยาก บล.เอเซีย พลัส จึงประเมินแนวรับเบื้องต้นบริเวณ 1,450 จุด และแนวรับสำคัญที่ 1,430 จุด ซึ่งเป็นต้นทุนเฉลี่ยที่นักลงทุนต่างชาติสะสมมาตั้งแต่ช่วงเลือกตั้ง

หุ้นเด่นที่แนะนำ (Top Picks) สำหรับการลงทุนในรอบนี้

บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนเน้นสะสมหุ้นเด่นที่ได้รับอานิสงส์จากประเด็น Trade War เป็นโมฆะ โดยหุ้นที่แนะนำประกอบด้วย

  1. TU
  2. ITC
  3. COCOCO
  4. DELTA
  5. HANA
  6. RCL

พร้อมทั้งให้หุ้น PTT, BBL และ ITC เป็นกลุ่ม Prime Pick สำหรับการลงทุนในรอบนี้ ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวและปัจจัยเชิงบวกจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง