กนง.ตัดสินใจเซอร์ไพรส์ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เหลือ 1% ต่อปี ส่งผลทันที
ในการประชุมนัดแรกของปี 2569 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติด้วยคะแนน 4 ต่อ 2 เสียง ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จากเดิม 1.25% เหลือ 1% ต่อปี โดยมีผลบังคับใช้ทันที ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่เซอร์ไพรส์ตลาดเป็นอย่างมาก ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ เงินเฟ้อติดลบ และสินเชื่อหดตัว
มุมมองนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ต่อการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) มองว่า กนง.ชุดใหม่ซึ่งหลายคนมีประสบการณ์ในภาคเอกชน ยังคงมีแนวโน้มว่าธนาคารแห่งประเทศไทยอาจลดดอกเบี้ยได้อีกครั้งในการประชุมเดือนสิงหาคม หากเป็นจริงจะทำให้ดอกเบี้ยสิ้นปีอยู่ที่ 0.75% และอาจส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงที่เหลือของปี จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติระหว่างปี 2544 ถึง 2567 พบว่าทุกการลดดอกเบี้ย 0.25% จะช่วยหนุน Fwd PER ของ SET Index เฉลี่ยเพิ่มขึ้น +6.6% และเอื้อต่อเงินทุนไหลเข้า เป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทยในระยะกลางถึงยาว
กลุ่มหุ้นที่คาดได้ประโยชน์ ได้แก่ กลุ่มที่มีต้นทุนการเงินสูงและอ่อนไหวต่อดอกเบี้ย เช่น กลุ่มไฟแนนซ์ อสังหาริมทรัพย์ ยานยนต์ พาณิชย์ โรงไฟฟ้า สื่อสาร ท่องเที่ยว และขนส่ง ตัวอย่างหุ้นเด่น เช่น CENTEL, GPSC, TRUE, AP, MTC, CPALL, ADVANC, SAT, STANLY รวมถึง REITs ที่ให้ปันผลสูงอย่าง DIF, FTREIT, LHHOTEL ส่วนกลุ่มที่ต้องระวังคือหุ้นประกันชีวิต เช่น BLA และ TLI เนื่องจากผลตอบแทนจากการลงทุนอาจลดลง ทางด้านเทคนิค คาดว่าแนวต้านของ SET Index อยู่ที่ 1530/1545 จุด และแนวรับที่ 1500/1490 จุด
ความเห็นจากโบรกฯอื่นๆ และผลกระทบต่อตลาด
บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) (PI) ระบุว่า ในระยะสั้น การลดดอกเบี้ยอาจสร้างแรงกดดันต่อธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากก่อนหน้านี้ปรับขึ้นมาค่อนข้างเยอะ แต่เชื่อว่า Downside ไม่มากเพราะยังมีปัจจัยบวกเรื่องปันผลค้ำราคาหุ้นไว้ นโยบายนี้จะดีกับกลุ่มการเงิน อสังหาริมทรัพย์ สื่อสาร ค้าปลีก และ REIT รวมถึง SET Index ในภาพรวม แต่ต้องไม่ประมาทเนื่องจากท่าทีของ กนง.ยังแสดงความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจ
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด (YUANTA) มองว่าการลดดอกเบี้ย 0.25% เป็นการผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ โดยประมาณการว่าทุกการลดดอกเบี้ย 0.25% จะเป็นบวกต่อ EPS ของ SET Index ราว 3% ทำให้ประมาณการ EPS ปี 2569 เดิมที่ 90 บาท/หุ้น มีโอกาสปรับขึ้นเป็นประมาณ 93 บาท/หุ้น ใกล้เคียงกับ Bloomberg Consensus ซึ่งคิดเป็นผลกระทบต่อ SET Index ราว 40–50 จุด ทำให้เป้าหมายดัชนีในกรอบบนบริเวณ 1,570 จุด มีความเป็นไปได้มากขึ้น
บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ระบุว่า ดอกเบี้ยที่อ่อนตัวลงเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นในกลุ่ม Yield Play เนื่องจากต้นทุนทางการเงินมีแนวโน้มลดลง และความน่าสนใจของผลตอบแทนเงินปันผลเมื่อเทียบกับตราสารหนี้เพิ่มขึ้น หุ้นที่คาดได้รับประโยชน์ ได้แก่ SAWAD, MTC, GULF, GPSC, BGRIM, SPALI, SIRI, AP, 3BBIF, LHHOTEL, CPNREIT เป็นต้น
คำแนะนำสำหรับนักลงทุนและผลกระทบอื่นๆ
การลดดอกเบี้ยลง 0.25% เหลือ 1.00% คาดว่าจะช่วยให้ค่าเงินบาทชะลอการแข็งค่า รวมถึงช่วยขยับ PE ขึ้น 0.74 เท่า และดัน Target SET Index ขึ้นอีกราว 70 จุด แนะนำเก็งกำไรหุ้นกลุ่มดังนี้
- กลุ่มเช่าซื้อ: TIDLOR, MTC, SAWAD
- กลุ่มท่องเที่ยว: CENTEL, ERW, AOT
- กลุ่มโรงพยาบาล: BH, BDMS
- กลุ่มปันผลสูง: SIRI, AP, SC
โดยรวมแล้ว การลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นถึงกลาง แต่ต้องติดตามท่าทีของ กนง.และภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด



