กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงที่ชีวิตติดหนึบอยู่บนท้องถนน ปัญหารถติดเปรียบเสมือนโรคเรื้อรังที่อยู่คู่กับคนกรุงมาทุกทศวรรษ เก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจึงไม่ต่างจากเก้าอี้ปราบเซียนที่ผู้สมัครทุกคนต้องพกคัมภีร์มาแก้ปัญหานี้ ทว่าในแต่ละยุคสมัย แนวคิดและการเปลี่ยนแปลงในการรับมือวิกฤตจราจรกลับมีหน้าตาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ย้อนรอยมหากาพย์ การแก้ปัญหารถติดของผู้นำเมืองหลวงในแต่ละยุค
พฤติกรรมการแก้ปัญหารถติดของผู้ว่าฯ กทม. แปรเปลี่ยนไปตามเทคโนโลยีและแนวคิดการพัฒนาเมือง ดังนี้
ยุคบุกเบิกและขนส่งมวลชนพื้นฐาน (พล.ต.จำลอง ศรีเมือง)
ยุคที่กรุงเทพฯ เริ่มเผชิญวิกฤตรถติดอย่างหนัก แนวคิดในยุคนั้นเน้นไปที่การจัดระเบียบรถโดยสาร การขยายผิวจราจร และการริเริ่มโครงการขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ ซึ่งต่อมากลายเป็นรถไฟฟ้า BTS เพื่อดึงคนออกจากรถส่วนบุคคล
ยุคเมกะโปรเจกต์และทางด่วน (ดร.พิจิตต รัตตกุล - นายสมัคร สุนทรเวช)
เป็นยุคที่กรุงเทพฯ เชื่อว่ารถติดต้องแก้ด้วยการสร้างทางเพิ่ม มีการสร้างสะพานข้ามแยก ทางด่วนยกระดับ และอุโมงค์ลอดทางแยกจำนวนมาก รวมถึงการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายแรก (BTS) ในปี พ.ศ. 2542 ทว่ายิ่งสร้างถนน รถยนต์ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
ยุคเชื่อมต่อระบบ ราง-ล้อ-เรือ (นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน - ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร)
ความคิดเริ่มเปลี่ยนจากการสร้างถนนมาเป็นการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ มีการผลักดันรถโดยสารด่วนพิเศษ (BRT) การขยายเส้นทางรถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย และการฟื้นฟูเส้นทางเรือโดยสารในคลองต่างๆ เพื่อให้คนมีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น
ยุคทุบสถิติรถไฟฟ้าและเทคโนโลยีอัจฉริยะ (พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง - นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์)
เป็นยุคที่กรุงเทพฯ ถูกล้อมไปด้วยไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าหลากสี การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือการคืนผิวจราจร และเริ่มมีการนำเทคโนโลยี เช่น ระบบสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ (ITMS) การบริหารจัดการจราจรร่วมกับตำรวจ (Command Center) และนโยบายเส้นเลือดฝอย เช่น การปรับปรุงทางเท้า การทำทางเดินเชื่อม (Covered Walkway) เพื่อให้คนเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าได้สะดวกขึ้น
ในปัจจุบัน การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569 กำลังจะมาถึง ปัญหารถติดยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้สมัครทุกคนต้องนำเสนอแนวทางแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าให้ครอบคลุมมากขึ้น การใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะในการจัดการจราจร หรือการส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะอย่างจริงจัง ความหวังของคนกรุงคือการได้เห็นเมืองหลวงที่มีการจราจรคล่องตัวและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต



