ธนาคารโลกปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2567 เป็น 2.8%
ธปท.ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 67 เป็น 2.8%

ธนาคารโลก (World Bank) ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2567 เป็นร้อยละ 2.8 จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 2.4 โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศและการท่องเที่ยวที่กลับมาคึกคัก ซึ่งช่วยขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดไว้

รายละเอียดการปรับเพิ่มคาดการณ์

รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (Global Economic Prospects) ล่าสุดของธนาคารโลกระบุว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2567 จะได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้ภาคบริการและธุรกิจที่เกี่ยวข้องฟื้นตัว โดยธนาคารโลกคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 35 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า

นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2568 เป็นร้อยละ 2.9 จากเดิมร้อยละ 2.8 สะท้อนถึงแนวโน้มการฟื้นตัวที่ยั่งยืนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวยังต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย ซึ่งควรจะสามารถเติบโตได้มากกว่านี้หากไม่มีอุปสรรคเชิงโครงสร้าง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ปัจจัยเสี่ยงและความท้าทาย

แม้การคาดการณ์จะถูกปรับเพิ่มขึ้น แต่ธนาคารโลกยังคงชี้ถึงความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่อาจชะลอตัว รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกระทบต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ นอกจากนี้ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นปัจจัยกดดันต่อการบริโภคในระยะยาว

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทยของธนาคารโลก กล่าวว่า "การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังคงเปราะบางและจำเป็นต้องมีการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตในระยะยาว โดยเฉพาะการลงทุนในทุนมนุษย์และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน"

เปรียบเทียบกับคาดการณ์อื่น

การปรับเพิ่มคาดการณ์ของธนาคารโลกสอดคล้องกับทิศทางของหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2567 จะเติบโตในช่วงร้อยละ 2.2-3.2 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 2.6 ซึ่งต่ำกว่าธนาคารโลกเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกยังคงประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงด้านลบจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญ และผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่อาจส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

ธนาคารโลกแนะนำให้ประเทศไทยมุ่งเน้นการปฏิรูปเพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงาน การส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด นอกจากนี้ การปรับโครงสร้างภาษีและการอุดหนุนที่เหมาะสมจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเสริมสร้างความยั่งยืนทางการคลัง

รายงานยังชี้ว่าการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะช่วยกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนและสร้างงานที่มีคุณภาพ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะต่อไป