สกุชชี่ฮิตวันนี้ หนี้สิ่งแวดล้อมวันหน้า ภัยจาก FOMO
สกุชชี่ฮิตวันนี้ หนี้สิ่งแวดล้อมวันหน้า ภัยจาก FOMO

กระแสความกลัวตกเทรนด์ หรือ FOMO (Fear of Missing Out) กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกครั้ง ผ่านปรากฏการณ์ "สกุชชี่" (Squishy) ของเล่นบีบมือที่กลับมาได้รับความนิยมอย่างล้นหลามบนโลกออนไลน์ ข้อมูลจาก Social Listening ของ Zocial Eye โดย KTC ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก Wisesight ระบุว่า ระหว่างวันที่ 1-24 มิถุนายน 2569 มีการพูดถึงสกุชชี่บนโซเชียลมีเดียไทยถึง 24,937 โพสต์ สร้าง Engagement กว่า 33.9 ล้านครั้ง โดย 85.8% ของการมีส่วนร่วมทั้งหมดมาจาก TikTok ความนิยมดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบนโลกออนไลน์ แต่ยังขยายไปสู่ตลาดจริงอย่างรวดเร็ว เกิดเทรนด์ "ซื้อสกุชชี่ตอนเที่ยงคืนที่สำเพ็ง" ขณะที่สกุชชี่บางรุ่นถูกนำไปขายต่อในราคาสูงกว่าปกติหลายเท่า

วัฏจักร FOMO ซ้ำรอยของเล่นฮิตในอดีต

ปรากฏการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่ Fidget Spinner ของเล่นหมุนปลายนิ้วที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปี 2560 ไปจนถึงกระแสกล่องสุ่มบางคอลเล็กชันในปี 2566 ที่เคยขาดตลาดและถูกนำไปขายต่อในราคาสูงกว่าปกติหลายเท่า สิ่งที่เหมือนกันคือกระแสบนโลกออนไลน์มักเปลี่ยนเร็วกว่ารอบการผลิต เมื่อผู้บริโภคหันไปสนใจสินค้าใหม่ สินค้าที่ผลิตออกมาเพื่อรองรับความต้องการอาจยังจำหน่ายไม่หมด ทั้งที่วัตถุดิบ พลังงาน และบรรจุภัณฑ์ได้ถูกใช้ไปแล้ว คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า หากกระแสความนิยมลดลงเร็วกว่าที่ตลาดคาด สกุชชี่จำนวนมากที่ถูกผลิตขึ้นจะไปอยู่ที่ไหน

สกุชชี่: ของเล่นยอดฮิต แต่วัสดุย่อยสลายยาก

โดยทั่วไป สกุชชี่ผลิตจากโฟมโพลียูรีเทน (PU Foam) ซึ่งมีคุณสมบัติยืดหยุ่น คืนรูปได้ดี และมีความทนทาน แต่ในอีกด้านหนึ่ง วัสดุชนิดนี้ไม่สามารถหลอมและขึ้นรูปใหม่ได้ง่ายเหมือนพลาสติกบางประเภท อีกทั้งยังรีไซเคิลได้ยาก เนื่องจากมีส่วนผสมของสารเติมแต่งหลายชนิด รวมถึงสิ่งปนเปื้อนที่เกิดขึ้นหลังการใช้งาน ทำให้เมื่อไม่มีระบบจัดการที่เหมาะสม ปลายทางของขยะประเภทนี้มักจบลงด้วยการฝังกลบหรือการเผาทำลาย ความย้อนแย้งจึงเกิดขึ้นเมื่อของเล่นที่ได้รับความนิยมเพียงไม่กี่เดือน กลับกลายเป็นขยะที่อาจคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมไปอีกยาวนาน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบระยะยาว: ภาระที่ย้อนกลับมาหาตัวเรา

หลายคนอาจมองว่าปัญหาขยะย่อยสลายยากเป็นภาระของคนรุ่นหลัง แต่ในความเป็นจริง ผลกระทบอาจย้อนกลับมาสู่ผู้บริโภคเอง เพราะของเล่นหรือพลาสติกที่ถูกทิ้งในวันนี้ อาจยังคงอยู่ในระบบจัดการขยะในวันที่เจ้าของมีอายุ 40 ปี 60 ปี หรือ 80 ปี และอาจตกทอดเป็นภาระต่อไปถึงคนรุ่นลูกหลาน กล่าวได้ว่า เราไม่ได้กำลังส่งต่อขยะให้คนในอนาคตเพียงอย่างเดียว แต่กำลังสร้างสภาพแวดล้อมที่ตัวเราเองต้องใช้ชีวิตอยู่กับมันในระยะยาว

KTC ชี้: ใช้เงินอย่างรับผิดชอบ ต้องไม่สร้างหนี้สิ่งแวดล้อม

ในมุมมองของ KTC การใช้เงินอย่างรับผิดชอบไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่สร้างหนี้ให้กับตัวเอง แต่ยังรวมถึงการไม่สร้าง "หนี้สิ่งแวดล้อม" จากการบริโภคตามกระแส เพราะทุกครั้งที่ผู้บริโภคยอมจ่ายแพงขึ้น ซื้อเกินความจำเป็น หรือซื้อโดยยังไม่วางแผนการใช้งานและการจัดการหลังหมดความนิยม ต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงค่าใช้จ่ายที่จ่ายออกไป แต่ยังรวมถึงการใช้ทรัพยากร พลังงาน บรรจุภัณฑ์ และปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นตามมา

ทางออก: บริโภคอย่างมีสติ วางแผนก่อนซื้อ

การซื้อสินค้าตามกระแสไม่ใช่เรื่องผิด หากผู้บริโภคตัดสินใจอย่างมีสติ รู้ว่าจะใช้งานอย่างไร และวางแผนการส่งต่อหรือกำจัดอย่างเหมาะสม เพราะการใช้เงินอย่างรับผิดชอบ ไม่ได้จบเพียงการไม่สร้างภาระทางการเงินให้ตัวเอง แต่ยังหมายถึงการไม่ทิ้งภาระไว้ให้สิ่งแวดล้อมต้องรับต่อในอนาคต