ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ลงนามในคำสั่งบริหารเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ในอัตรา 25% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป การประกาศดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเยอรมนี
รายละเอียดมาตรการภาษีรถยนต์นำเข้า 25%
มาตรการภาษีนี้ครอบคลุมรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถกระบะ และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ รวมถึงชิ้นส่วนรถยนต์ที่สำคัญ เช่น เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง และระบบไฟฟ้า โดยมีข้อยกเว้นสำหรับชิ้นส่วนที่ผลิตในอเมริกาเหนือภายใต้ข้อตกลง USMCA ซึ่งจะยังคงได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีต่อไป
ตามข้อมูลจากสำนักงานนโยบายการค้าสหรัฐฯ ระบุว่า รถยนต์ที่นำเข้าจากเม็กซิโกและแคนาดาจะได้รับการยกเว้นเฉพาะบางส่วนเท่านั้น โดยชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศเหล่านี้จะไม่ถูกเก็บภาษีเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม รถยนต์สำเร็จรูปที่นำเข้าจากทั้งสองประเทศจะถูกเรียกเก็บภาษี 25% เช่นกัน
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์โลก
การประกาศครั้งนี้ส่งผลให้ราคาหุ้นของผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว อาทิ หุ้นโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ลดลง 2.5% หุ้นฮอนด้า ลดลง 3.1% หุ้นฮุนได มอเตอร์ ลดลง 4.2% และหุ้นคิอา คอร์ปอเรชั่น ลดลง 3.8% ขณะที่หุ้นของบริษัทผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมันอย่างโฟล์คสวาเกน และบีเอ็มดับเบิลยู ก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน
นายโทโยฮิโระ นากาชิมะ นักวิเคราะห์จากสถาบันวิจัยยานยนต์ญี่ปุ่น กล่าวว่า "มาตรการนี้จะส่งผลให้ราคารถยนต์ญี่ปุ่นในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 3,000-5,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคัน ซึ่งจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลงอย่างมาก"
ปฏิกิริยาจากประเทศคู่ค้า
รัฐบาลญี่ปุ่นออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของสหรัฐฯ โดยระบุว่า ญี่ปุ่นเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ในสหรัฐฯ และการขึ้นภาษีครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในสหรัฐฯ เช่นกัน เกาหลีใต้ประกาศว่าจะพิจารณามาตรการตอบโต้ทางภาษีต่อสินค้าสหรัฐฯ ขณะที่สหภาพยุโรปออกมาประณามมาตรการดังกล่าวว่าเป็นการกีดกันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม
นายโอลาฟ ชอลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่า "การขึ้นภาษีนี้เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ เราจะตอบโต้อย่างเหมาะสมเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ของเรา"
ผลกระทบต่อผู้บริโภคและเศรษฐกิจสหรัฐฯ
นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า ภาษีนำเข้ารถยนต์ 25% จะทำให้ราคารถยนต์ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4,000-6,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคัน โดยเฉพาะรถยนต์นำเข้าจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเยอรมนี ซึ่งอาจส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ใหม่ในสหรัฐฯ ลดลงร้อยละ 10-15 ในปีนี้
นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวอาจทำให้เกิดการตอบโต้ทางการค้าจากประเทศคู่ค้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐที่เป็นฐานเสียงของทรัมป์



