กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยตัวเลขการค้าระหว่างประเทศของไทยประจำเดือนพฤศจิกายน 2567 โดยการส่งออกมีมูลค่า 24,649 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 8.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 5.0-6.5% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 22,449 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.9% ส่งผลให้ไทยเกินดุลการค้า 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ปัจจัยสนับสนุนการส่งออก
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า การส่งออกที่ขยายตัวสูงกว่าคาดได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการสินค้าในตลาดโลกที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์ รวมถึงการอ่อนค่าของเงินบาทที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคา นอกจากนี้ การส่งออกไปยังตลาดหลัก เช่น สหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น ยังคงขยายตัวได้ดี
สินค้าส่งออกสำคัญ
สินค้าส่งออกที่ขยายตัวสูง ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 12.5% เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 15.3% อัญมณีและเครื่องประดับ เพิ่มขึ้น 8.7% และผลิตภัณฑ์ยาง เพิ่มขึ้น 6.2% ขณะที่สินค้าเกษตรบางรายการชะลอตัว เช่น ข้าว ลดลง 3.5% และมันสำปะหลัง ลดลง 2.1%
การนำเข้าและดุลการค้า
การนำเข้าในเดือนพฤศจิกายนขยายตัวเพียง 1.9% โดยสินค้าที่นำเข้าเพิ่มขึ้น ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 10.2% เคมีภัณฑ์ เพิ่มขึ้น 7.8% และน้ำมันดิบ เพิ่มขึ้น 5.3% ขณะที่การนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบเพื่อการผลิตยังคงขยายตัว สะท้อนถึงความต้องการลงทุนในภาคอุตสาหกรรม
ดุลการค้าในเดือนพฤศจิกายนเกินดุล 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2567 (ม.ค.-พ.ย.) ไทยเกินดุลการค้ารวม 8,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แนวโน้มการส่งออก
กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปียังคงสดใส โดยคาดว่าทั้งปี 2567 การส่งออกจะขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ 3-4% อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยง เช่น ความผันผวนของค่าเงินบาท ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน
นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร นักเศรษฐศาสตร์จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า "ตัวเลขการส่งออกที่ออกมาดีเกินคาด สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของผู้ส่งออกไทย แต่ยังต้องระวังผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลใหม่ที่อาจเปลี่ยนแปลงไป"



