สยามพรีเมี่ยมเอาท์เล็ตกรุงเทพฯ (Siam Premium Outlets Bangkok) ศูนย์การค้าปลีกระดับพรีเมียมของไทย ประกาศเตรียมเปิดให้บริการเฟส 3 ในช่วงกลางปี 2568 หลังจากเฟส 2 เปิดตัวไปเมื่อปี 2566 โดยเฟสใหม่นี้จะเพิ่มพื้นที่รวมเป็นกว่า 100,000 ตารางเมตร (ตร.ม.) จากปัจจุบัน 60,000 ตร.ม. ซึ่งจะทำให้เป็นเอาท์เล็ตที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
รายละเอียดเฟส 3 และแบรนด์ที่เข้าร่วม
เฟส 3 จะมีพื้นที่เพิ่มขึ้น 40,000 ตร.ม. โดยจะเน้นการดึงแบรนด์หรูระดับโลก (luxury brands) เข้ามาเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอของศูนย์การค้า ซึ่งปัจจุบันมีแบรนด์ดังกว่า 200 แบรนด์แล้ว เช่น Coach, Michael Kors, Nike, Adidas เป็นต้น ทางผู้บริหารคาดว่าเฟส 3 จะช่วยเพิ่มจำนวนแบรนด์เป็นกว่า 300 แบรนด์ และเพิ่มยอดขายโดยรวมของศูนย์การค้าอีกกว่า 30%
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
การขยายตัวของสยามพรีเมี่ยมเอาท์เล็ตกรุงเทพฯ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศ ศูนย์การค้าตั้งอยู่บนพื้นที่ 150 ไร่ ในเขตบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นทำเลยุทธศาสตร์ที่สามารถดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและคนไทย
นายกิตติพงศ์ จารุรัตน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามพรีเมี่ยมเอาท์เล็ต จำกัด กล่าวว่า “การเปิดเฟส 3 จะช่วยเสริมศักยภาพของศูนย์การค้าให้เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับช้อปปิ้งระดับโลก เรามั่นใจว่าการขยายตัวครั้งนี้จะสร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ รวมถึงดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจากทั่วโลก”
แนวโน้มธุรกิจเอาท์เล็ตในไทย
ธุรกิจเอาท์เล็ตในไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสินค้าแบรนด์เนมในราคาลดพิเศษ สยามพรีเมี่ยมเอาท์เล็ตกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนระหว่างกลุ่มสยามพิวรรธน์และ Simon Property Group บริษัทศูนย์การค้าระดับโลกจากสหรัฐฯ ถือเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มนี้
ข้อมูลจากสมาคมศูนย์การค้าไทยระบุว่า มูลค่าตลาดศูนย์การค้าประเภทเอาท์เล็ตในไทยปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 8% ต่อปี จากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและกำลังซื้อภายในประเทศ
ความร่วมมือกับแบรนด์หรู
เฟส 3 จะมีพื้นที่เฉพาะสำหรับแบรนด์หรู (luxury zone) โดยคาดว่าจะมีแบรนด์ระดับไฮเอนด์ เช่น Gucci, Prada, Burberry เข้าร่วม ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เอาท์เล็ตในไทยมีแบรนด์ระดับนี้ ทางศูนย์การค้าคาดว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนลูกค้าต่างชาติเป็น 40% จากปัจจุบัน 25%
นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ลานจอดรถเพิ่มเป็น 5,000 คัน ร้านอาหารและคาเฟ่เพิ่มขึ้นอีก 20 แห่ง รวมถึงพื้นที่จัดกิจกรรมและไลฟ์สไตล์ต่างๆ เพื่อให้เป็น destination สำหรับครอบครัว



