สินค้า GI สร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุด 660% กรมทรัพย์ฯ ตั้งเป้ารายได้รวมเกือบ 8.5 หมื่นล้านบาท
สินค้า GI สร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุด 660% ตั้งเป้ารายได้ 8.5 หมื่นล้าน

สินค้า GI สร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุด 660% กรมทรัพย์ฯ ตั้งเป้ารายได้รวมเกือบ 8.5 หมื่นล้านบาท

กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เผยผลสำเร็จในการผลักดันสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นไทยขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าได้สูงสุดถึง 660% พร้อมตั้งเป้าหมายในปี 2569 เพื่อขึ้นทะเบียนต่ออีก 26 รายการ คาดว่าจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอีก 2,600 ล้านบาท และดันรายได้รวมจากสินค้า GI ทั้งหมดเกือบ 85,000 ล้านบาท

ผลสำเร็จที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในปี 2568 กรมได้ส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสินค้า GI เพิ่มขึ้น 25 รายการ ส่งผลให้ไทยมีสินค้า GI รวมทั้งสิ้น 239 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 82,000 ล้านบาท และช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่นมากกว่า 6,100 ล้านบาท

"ในปี 2569 เรายังคงเดินหน้าส่งเสริมสินค้า GI อย่างต่อเนื่องในทุกมิติ ตั้งแต่การขึ้นทะเบียน การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เพราะสินค้า GI มีบทบาทสำคัญในการยกระดับสินค้าชุมชน สร้างมูลค่าเพิ่ม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก" นางอรมนกล่าว

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

10 อันดับสินค้า GI ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงสุด

จากการวิเคราะห์ของกรม พบว่าการขึ้นทะเบียน GI ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าได้หลายเท่าตัว โดยสินค้า GI ไทย 10 อันดับแรกที่มีมูลค่าเพิ่มสูงสุด ได้แก่

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
  1. สับปะรดท่าอุเทน นครพนม มูลค่าเพิ่มขึ้น 660% จากกิโลกรัมละ 5 บาท เป็น 38 บาท
  2. ละมุดบ้านใหม่ พระนครศรีอยุธยา มูลค่าเพิ่มขึ้น 550% จากกิโลกรัมละ 10 บาท เป็น 60 บาท
  3. มะม่วงเบาสงขลา มูลค่าเพิ่มขึ้น 471.43% จากกิโลกรัมละ 35 บาท เป็น 200 บาท
  4. ญอกมละบริน่าน (ย่ามพื้นเมืองชนเผ่ามละบริ) มูลค่าเพิ่มขึ้น 400% จากชิ้นละ 500 บาท เป็น 2,500 บาท
  5. ปลาช่อนแม่ลา สิงห์บุรี มูลค่าเพิ่มขึ้น 400% จากกิโลกรัมละ 60 บาท เป็น 300 บาท
  6. เสื่อกกนาหมอม้า อำนาจเจริญ มูลค่าเพิ่มขึ้น 337.50% จากชิ้นละ 160 บาท เป็น 700 บาท
  7. ทุเรียนนนท์ มูลค่าเพิ่มขึ้น 300% จากกิโลกรัมละ 500 บาท เป็น 2,000 บาท
  8. ส้มโอท่าข่อยเมืองพิจิตร มูลค่าเพิ่มขึ้น 300% จากกิโลกรัมละ 5 บาท เป็น 20 บาท
  9. ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร มูลค่าเพิ่มขึ้น 300% จากชิ้นละ 350 บาท เป็น 1,400 บาท
  10. สังคโลกสุโขทัย มูลค่าเพิ่มขึ้น 290.63% จากชิ้นละ 640 บาท เป็น 2,500 บาท

นางอรมนอธิบายว่า "การขึ้นทะเบียน GI เปรียบเสมือนประทับตราว่าสินค้าเป็นของดี ของแท้ และเฉพาะถิ่น ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคในแหล่งกำเนิดและคุณภาพที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน"

แผนการขึ้นทะเบียนและขยายตลาดในปี 2569

สำหรับปี 2569 กรมตั้งเป้าหมายขึ้นทะเบียนสินค้า GI ใหม่ 26 รายการ จาก 23 จังหวัด อาทิ สับปะรดสวี ชุมพร, ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ อ่างทอง, ชมพู่คลองหาด สระแก้ว, ส้มโอเวียงแก่น เชียงราย, ปลานิลสายน้ำไหลเบตง ยะลา, กุ้งมังกร 7 สีภูเก็ต, ครกดินเผาบ้านกลาง นครพนม, ผ้าย้อมครั่งลำปาง, ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ, แตงโมหวานยโสธร, ปลาสลิดบ้านแพ้ว และน้ำช่อดอกมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว สมุทรสาคร, น้ำตาลสดเกยชัย นครสวรรค์, ผลิตภัณฑ์คล้าศรีบุญเรือง หนองบัวลำภู, ส้มซ่าบ้านวังส้มซ่าพิษณุโลก, ชารางแดงเกาะเกร็ด นนทบุรี, กะปิเคยตาดำคลองโคน สมุทรสงคราม, นมวาริช และเนื้อครามสกลนคร, มะนาวแป้นดำเนินสะดวก และมะม่วงน้ำดอกไม้ราชบุรี, มันแกวน้ำก่ำธาตุพนม นครพนม, เห็ดตับเต่าสามเรือน พระนครศรีอยุธยา, ส้มมะปี๊ดจันทบุรี, กระจูดควนเคร็ง นครศรีธรรมราช และพริกไทยสุไหงอุเป สตูล

คาดว่าการขึ้นทะเบียนใหม่นี้จะสร้างมูลค่าทางการตลาดเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 2,600 ล้านบาท และเมื่อรวมกับมูลค่าสินค้า GI ทั้งหมดแล้ว จะมีรายได้เกือบ 85,000 ล้านบาท "ช่วยยกระดับรายได้เกษตรกรและผู้ประกอบการ ส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็งอย่างยั่งยืน" นางอรมนกล่าวเสริม

การควบคุมคุณภาพและขยายตลาดสู่สากล

นอกจากนี้ กรมยังให้ความสำคัญกับการควบคุมตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานสินค้า GI ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล โดยในระดับประเทศ ได้จัดทำระบบตรวจสอบควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน พร้อมเสนอจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสินค้า GI และคณะกรรมการระดับจังหวัดเพื่ออนุญาตใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทย

ยังมีการนำเทคโนโลยี GI SMARTTRACE มาใช้ตรวจสอบย้อนกลับแหล่งผลิตสินค้า เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค โดยในปี 2568 นำร่องกับทุเรียนนนท์ และปี 2569 จะขยายไปยังมังคุดเขาคีรีวง และปลากุเลาเค็มตากใบต่อไป

ในส่วนมาตรฐานสากล กรมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการตรวจรับรองระบบควบคุมตามมาตรฐานสากล เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค พร้อมทั้งออกระเบียบเปิดโอกาสให้ใช้ตราสัญลักษณ์ "GI" รูปแบบใหม่กับสินค้าที่แปรรูปจากวัตถุดิบ GI เพื่อส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย

กรมยังส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ผ่านช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ ทั้งรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงจัดทำคำขอจดทะเบียน GI ไทยในต่างประเทศ 2 สินค้า คือ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ที่ญี่ปุ่น และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก ที่มาเลเซีย จากปัจจุบันที่ยื่นคำขอในต่างประเทศแล้ว 27 คำขอ ได้รับความคุ้มครองแล้ว 18 คำขอ รวม 10 สินค้า ใน 33 ประเทศทั่วโลก เช่น สหภาพยุโรป จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เวียดนาม และกำลังรอตรวจสอบอีก 9 คำขอ รวม 8 สินค้า ใน 30 ประเทศ