บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ประกาศปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งสำคัญเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593
ปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อความยั่งยืน
นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนความยั่งยืน (Sustainability Steering Committee) ขึ้นมาใหม่ เพื่อกำหนดนโยบายและติดตามผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) อย่างเป็นรูปธรรม โดยคณะกรรมการชุดนี้จะมีหน้าที่กำกับดูแลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบไปจนถึงการขนส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภค
นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังได้ปรับโครงสร้างการบริหารงานให้มีหน่วยงานด้านความยั่งยืนที่รายงานตรงต่อประธานคณะผู้บริหาร เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว
เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593
ซีพีเอฟตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตลงร้อยละ 50 ภายในปี พ.ศ. 2573 เมื่อเทียบกับปีฐาน พ.ศ. 2563 และมุ่งสู่ Net Zero ในปี พ.ศ. 2593 โดยมีแนวทางหลัก 3 ประการ ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน และการลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากกระบวนการเลี้ยงสัตว์
บริษัทได้ลงทุนในเทคโนโลยีการจัดการฟาร์มที่ทันสมัย เช่น ระบบจัดการมูลสัตว์เพื่อผลิตก๊าซชีวภาพ และระบบตรวจวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบเรียลไทม์ เพื่อให้สามารถติดตามและปรับปรุงประสิทธิภาพได้อย่างต่อเนื่อง
ความร่วมมือกับพันธมิตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน
นายประสิทธิ์กล่าวว่า การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ไม่สามารถทำได้โดยลำพัง ซีพีเอฟจึงได้ร่วมมือกับคู่ค้าและเกษตรกรในเครือข่ายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ต้นน้ำ โดยเฉพาะการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้แนวทางการเลี้ยงสัตว์ที่ยั่งยืน เช่น การปรับสูตรอาหารสัตว์เพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน และการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในฟาร์ม
“เราต้องการสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ฟาร์มไปจนถึงโต๊ะอาหารของผู้บริโภค” นายประสิทธิ์กล่าว
การลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียว
ซีพีเอฟได้จัดสรรงบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาทสำหรับโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปีนี้ โดยเน้นการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในโรงงานและฟาร์ม การเปลี่ยนไปใช้ยานพาหนะไฟฟ้าสำหรับขนส่ง และการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่ใช้พลังงานต่ำ
บริษัทคาดว่าโครงการเหล่านี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 100,000 ตันต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 10 ล้านต้น
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอาหาร
การปรับโครงสร้างของซีพีเอฟครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่อุตสาหกรรมอาหารทั่วโลกต้องเผชิญกับแรงกดดันในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะจากผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น
นักวิเคราะห์มองว่าการดำเนินงานของซีพีเอฟจะเป็นแบบอย่างให้กับบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่อุปทานอาหารของไทยในระยะยาว



