รัฐบาลสหรัฐฯ ได้อนุมัติการขายเครื่องบินขับไล่ F-16 Block 70 ให้แก่ตุรกี มูลค่ารวมประมาณ 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.2 แสนล้านบาท) ตามการประกาศของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2568 การอนุมัติครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากตุรกีได้ให้สัตยาบันรับรองการเข้าเป็นสมาชิก NATO ของสวีเดนเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งเป็นการขจัดอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การเจรจาขายอาวุธระหว่างทั้งสองฝ่ายล่าช้ามานาน
รายละเอียดข้อตกลงขาย F-16 ให้ตุรกี
ภายใต้ข้อตกลงนี้ ตุรกีจะได้รับเครื่องบินขับไล่ F-16 รุ่นใหม่จำนวน 40 ลำ พร้อมชุดอัพเกรดสำหรับเครื่องบิน F-16 ที่มีอยู่แล้วในกองทัพตุรกีอีก 79 ลำ ทำให้เครื่องบินของตุรกีทั้งหมด 119 ลำได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยเป็นมาตรฐาน Block 70 นอกจากนี้ ข้อตกลงยังรวมถึงขีปนาวุธอากาศสู่อากาศ AIM-120C-8 AMRAAM จำนวน 952 ลูก ซึ่งเป็นขีปนาวุธพิสัยกลางที่สามารถโจมตีเป้าหมายได้ไกลกว่า 100 กิโลเมตร รวมถึงอุปกรณ์และอาวุธอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยการส่งมอบคาดว่าจะเริ่มต้นในปี 2569 และดำเนินต่อไปจนถึงปี 2572
การอนุมัติขาย F-35 ให้กรีซ
ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ยังได้อนุมัติการขายเครื่องบินขับไล่ F-35 Joint Strike Fighter ให้แก่กรีซ มูลค่าโครงการประมาณ 8.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.1 แสนล้านบาท) ตามเอกสารของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ การขายนี้รวมถึงเครื่องบิน F-35A จำนวน 20 ลำ พร้อมเครื่องยนต์ Pratt & Whitney F135 และระบบสนับสนุนอื่น ๆ การอนุมัติครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ และกรีซ ซึ่งเป็นพันธมิตร NATO ที่สำคัญในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก
ทั้งนี้ การอนุมัติการขายอาวุธให้ทั้งสองประเทศมีขึ้นหลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้แจ้งต่อรัฐสภาสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2568 ตามกระบวนการตรวจสอบการขายอาวุธให้แก่ต่างประเทศที่กำหนดให้รัฐสภาสหรัฐฯ มีสิทธิ์ยับยั้งข้อตกลงภายใน 30 วัน
ผลกระทบต่อความสัมพันธ์สหรัฐฯ-ตุรกี
การอนุมัติขาย F-16 ให้ตุรกีสะท้อนให้เห็นถึงการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และตุรกี ซึ่งก่อนหน้านี้มีความตึงเครียดจากหลายประเด็น รวมถึงการที่ตุรกีซื้อระบบป้องกันทางอากาศ S-400 จากรัสเซีย ซึ่งทำให้สหรัฐฯ ตัดตุรกีออกจากโครงการ F-35 ในปี 2562 และกำหนดมาตรการคว่ำบาตรตามกฎหมาย CAATSA อย่างไรก็ตาม การที่ตุรกีให้สัตยาบันรับสวีเดนเข้า NATO ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการฟื้นฟูความสัมพันธ์
นายอันโตนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า "การอนุมัติครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ในการสนับสนุนพันธมิตร NATO ของเรา และเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาค" ในขณะที่นายฮาคาน ฟิดาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตุรกี กล่าวขอบคุณสหรัฐฯ สำหรับการอนุมัติ และย้ำว่าตุรกีจะยังคงเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้ของ NATO
ปฏิกิริยาจากกรีซและไซปรัส
การอนุมัติขาย F-35 ให้กรีซได้รับการตอบรับอย่างดีจากรัฐบาลกรีซ ซึ่งมองว่าเป็นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันประเทศท่ามกลางความตึงเครียดกับตุรกีในประเด็นเรื่องเขตเศรษฐกิจจำเพาะในทะเลอีเจียนและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก อย่างไรก็ตาม ไซปรัสซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความขัดแย้งกับตุรกีมาโดยตลอด ได้แสดงความกังวลว่าการเพิ่มกำลังอาวุธของทั้งสองฝ่ายอาจทำให้ความตึงเครียดในภูมิภาครุนแรงขึ้น
นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงมองว่าการอนุมัติขายอาวุธให้ทั้งตุรกีและกรีซในเวลาเดียวกันเป็นความพยายามของสหรัฐฯ ในการรักษาสมดุลทางอำนาจในภูมิภาค และป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจเหนือกว่าอีกฝ่ายมากเกินไป ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น
ผลกระทบต่อสมดุลอำนาจในภูมิภาค
การที่ตุรกีได้รับ F-16 ที่อัปเกรดแล้วและกรีซได้รับ F-35 จะเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจทางอากาศในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ โดย F-35 เป็นเครื่องบินรุ่นที่ 5 ที่มีขีดความสามารถในการล่องหนและระบบเซ็นเซอร์ที่เหนือกว่า ในขณะที่ F-16 Block 70 แม้จะเป็นเครื่องบินรุ่นที่ 4.5 แต่ก็ได้รับการอัปเกรดให้มีเรดาร์ AESA และระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย ทำให้สามารถแข่งขันกับเครื่องบินรุ่นใหม่ได้
ทั้งนี้ การส่งมอบ F-35 ให้กรีซจะเริ่มขึ้นในปี 2571 หลังจากที่กรีซได้ส่งบุคลากรเข้ารับการฝึกอบรมที่สหรัฐฯ ในขณะที่การส่งมอบ F-16 ให้ตุรกีจะเริ่มในปี 2569 ซึ่งเร็วกว่าเนื่องจากเป็นเครื่องบินที่ผลิตอยู่แล้วในสายการผลิตของ Lockheed Martin



