กองทัพรัสเซียเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ด้วยขีปนาวุธนำวิถี ขีปนาวุธร่อน และโดรน เข้าใส่กรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนอย่างหนักหน่วงในช่วงเช้ามืดของวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ส่งผลให้เกิดระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งเมืองหลวงและพื้นที่ใกล้เคียงอีก 5 เขต
ยอดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ
นายทีมูร์ ทาคาเชนโก หัวหน้าฝ่ายบริหารทหารประจำกรุงเคียฟ เปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้แล้วอย่างน้อย 8 ราย และมีพื้นที่ถูกทำลายเสียหายกว่า 36 จุดทั่วเมือง ขณะที่นายวิทาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ ระบุเพิ่มเติมว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 34 คน โดยในจำนวนนี้มีบุคลากรทางการแพทย์และคนขับรถพยาบาลรวมอยู่ด้วย
อาคารเสียหายหนัก
แรงระเบิดส่งผลให้อพาร์ตเมนต์สูง 9 ชั้นแห่งหนึ่งถูกโจมตีโดยตรงจนโครงสร้างตั้งแต่ชั้น 1 ถึงชั้น 6 พังถล่มลงมา นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่บริเวณชั้นบนของโรงแรมแห่งหนึ่งบนถนนเชฟเชนโก ซึ่งเป็นถนนสายหลักใจกลางเมืองหลวง รวมถึงคลังสินค้าและหอพักนักศึกษาได้รับความเสียหายอย่างหนัก คาดว่ายังมีประชาชนอีกจำนวนหนึ่งติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง
เซเลนสกีรีบกลับประเทศ
การโจมตีครั้งใหญ่ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้รับรายงานจากหน่วยข่าวกรองว่ารัสเซียกำลังเตรียมการโจมตีครั้งมโหฬาร ทำให้เขาต้องตัดสินใจยกเลิกกำหนดการเยือนกรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ และรีบเดินทางกลับยูเครนทันที
เซเลนสกี กล่าวเตือนล่วงหน้าว่า "ผมขอเรียกร้องให้ประชาชนทุกคนเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ปกป้องตัวเองและครอบครัว โปรดเข้าไปอยู่ในหลุมหลบภัยและปฏิบัติตามสัญญาณเตือนภัยทางอากาศอย่างเคร่งครัด นี่เป็นสิ่งสำคัญมาก วลาดิเมียร์ ปูติน ได้เตรียมการโจมตีครั้งใหญ่นี้มานานแล้ว"
บรรยากาศในเคียฟ
บรรยากาศในกรุงเคียฟเต็มไปด้วยความโกลาหล ชาวเมืองจำนวนมากอุ้มลูกหลาน หอบหิ้วสัตว์เลี้ยงและสิ่งของจำเป็น พากันวิ่งหนีตายลงไปหลบภัยในสถานีรถไฟใต้ดินที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน ท่ามกลางเสียงระเบิดที่ดังขึ้นซ้ำๆ สองระลอกห่างกันไม่ถึงชั่วโมง
ปฏิกิริยาจากประเทศเพื่อนบ้าน
ความรุนแรงของการโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้ประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นสมาชิกนาโตและสหภาพยุโรป ต้องประกาศเตือนภัย โดยกองทัพโปแลนด์ได้สั่งการให้เครื่องบินรบขึ้นบินประกบเพื่อเฝ้าระวังน่านฟ้าเป็นการชั่วคราว ก่อนจะถอนกำลังกลับเมื่อยืนยันว่าไม่มีการรุกล้ำน่านฟ้า ขณะที่ฟินแลนด์ได้ประกาศจำกัดเขตการบินชั่วคราวบริเวณอ่าวฟินแลนด์ฝั่งตะวันออกเช่นกัน
การโจมตีตอบโต้ของยูเครน
ในขณะเดียวกัน ยูเครนได้ยกระดับการโจมตีด้วยโดรนระยะไกลลึกเข้าไปในดินแดนของรัสเซียในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเป้าหมายทางทหาร การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและคลังน้ำมันหลายแห่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรัสเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก จนเกิดวิกฤตขาดแคลนเชื้อเพลิงในประเทศ และทำให้รัสเซียต้องนำเข้าน้ำมันเบนซินจากประเทศอย่างอินเดีย
ทางการรัสเซียรายงานว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดโดรนของยูเครนได้หลายร้อยลำในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา โดยล่าสุดนายอเล็กซานเดอร์ ดรอซเดนโก ผู้ว่าการภูมิภาคเลนินกราด ซึ่งเป็นบ้านเกิดของปูติน ระบุว่าสามารถยิงโดรนตก 7 ลำ ส่วนที่ภูมิภาคเบลโกรอด ติดชายแดนยูเครน มีรายงานชายชาวรัสเซียเสียชีวิต 1 ราย และภรรยาได้รับบาดเจ็บหลังจากโดรนยูเครนพุ่งชนบ้านพัก
ความสูญเสียจากสงคราม
ทั้งนี้ ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศ (CSIS) ซึ่งเป็นคลังสมองของสหรัฐฯ เผยแพร่ผลศึกษาพบว่า สงครามที่ยืดเยื้อมากว่า 4 ปีนี้ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในกองทัพของทั้งสองฝ่ายรวมกันแล้วมากกว่า 2 ล้านนาย โดยฝั่งรัสเซียเป็นฝ่ายสูญเสียกำลังพลมากที่สุด ขณะที่ความพยายามในการเจรจาสันติภาพที่เซเลนสกีเสนอต่อปูติน ยังคงถูกปฏิเสธจากฝั่งทำเนียบเครมลินอย่างสิ้นเชิง



