เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2569 อิหร่านได้ประกอบพิธีฝังศพของ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของประเทศ ที่วิหารอิหม่ามเรซา (Imam Reza) ในเมืองมัชฮัด บ้านเกิดของเขาทางตะวันออกของอิหร่าน ถือเป็นการสิ้นสุดพิธีศพที่ดำเนินมายาวนานถึง 6 วัน หลังจากเขาถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อกว่า 4 เดือนก่อน
บรรยากาศพิธีฝังศพและการไม่มีตัวตนของผู้นำสูงสุดคนใหม่
ท่ามกลางบรรยากาศที่โกลาหล โลงศพของคาเมเนอีถูกเคลื่อนเข้าสู่วิหาร โดยมีฝูงชนจำนวนมหาศาลเฝ้ารออยู่ด้านนอกเพื่อรับฟังการสวดมนต์ ภาพจากสถานีโทรทัศน์ของรัฐเผยให้เห็นว่า นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าผู้แทนเจรจาในเวทีพูดคุยกับสหรัฐฯ, นายโกลัมฮอสเซน โมห์เซนี เอเจอี ประธานศาลฎีกาผู้ทรงอิทธิพล และ มอสตาฟา คาเมเนอี บุตรชายคนโตของคาเมเนอี ต่างเข้าร่วมในพิธี
อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับวันอื่น ๆ ของการดำเนินพิธีศพ กลับไร้วี่แววของ โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายและผู้สืบทอดตำแหน่งของเขา ซึ่งยังไม่เคยปรากฏตัวต่อสาธารณชนเลยนับตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ เขาสื่อสารผ่านแถลงการณ์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น และมีกระแสข่าวว่าเขาได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นครั้งที่สังหารบิดาของเขาพร้อมกับสมาชิกในครอบครัว
การโจมตีตอบโต้ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ กลับมารุนแรงอีกครั้ง
พิธีฝังศพของคาเมเนอีเกิดขึ้นในวันที่ 2 ของการโจมตีตอบโต้อย่างดุเดือดระหว่างสองประเทศคู่ปรับตลอดกาล โดยเจ้าหน้าที่อิหร่านรายงานว่าการโจมตีของสหรัฐฯ คร่าชีวิตผู้คนไป 17 ราย จุดที่ถูกโจมตีรวมถึงเส้นทางรถไฟระหว่างเตหะรานกับเมืองมัชฮัด และมีจรวดไปในพื้นที่รอบนอกของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อิหร่านด้วย
ฝ่ายอิหร่านเปิดฉากโจมตีมุ่งเป้าไปที่ทรัพย์สินและฐานทัพของสหรัฐฯ ในคูเวต บาห์เรน และกาตาร์ อีกทั้งเสียงไซเรนเตือนภัยยังดังระงมในจอร์แดน ซึ่งเป็นพันธมิตรอีกรายของสหรัฐฯ โดยกองทัพจอร์แดนแถลงว่าสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธที่ยิงมาจากอิหร่านได้ 8 ลูก
ความกังวลต่อสงครามเต็มรูปแบบ
การกลับมาโจมตีตอบโต้กันระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้เกิดความกังวลว่าสงครามเต็มรูปแบบจะกลับมาปะทุอีกครั้ง ขณะที่พิธีศพของคาเมเนอีถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดเพื่อมองหาร่องรอยของโมจตาบา คาเมเนอี ซึ่งการไม่ปรากฏตัวของเขายิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนต่อสถานการณ์การเมืองภายในอิหร่าน



