จีนปิดศูนย์กักกันโควิด-19 แห่งสุดท้าย ส่งสัญญาณกลับสู่ภาวะปกติ
จีนปิดศูนย์กักกันโควิด-19 แห่งสุดท้าย ส่งสัญญาณกลับสู่ภาวะปกติ

จีนประกาศปิดศูนย์กักกันโรคโควิด-19 แบบรวมศูนย์ (Centralized Quarantine Center) แห่งสุดท้ายในมหานครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญว่าประเทศกำลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติอย่างเต็มรูปแบบ หลังจากดำเนินมาตรการควบคุมโรคระบาดที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเป็นเวลานานกว่า 3 ปี

ศูนย์กักกันแห่งสุดท้ายปิดตัวลง

ศูนย์กักกันแห่งสุดท้ายนี้ตั้งอยู่ในเขตเจียติ้งของเซี่ยงไฮ้ มีความจุสูงสุดถึง 1,000 เตียง เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่เซี่ยงไฮ้เผชิญกับการระบาดของเชื้อไวรัสโอไมครอนอย่างรุนแรง จนต้องมีการล็อกดาวน์ทั้งเมืองเป็นเวลาหลายเดือน โดยศูนย์แห่งนี้ถูกใช้งานเป็นสถานที่กักตัวผู้ที่มีความเสี่ยงสูงและผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ

ทางการเซี่ยงไฮ้ระบุว่า การปิดศูนย์กักกันแห่งสุดท้ายนี้เป็นผลมาจากจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง และการเปลี่ยนแปลงนโยบายควบคุมโรคที่หันมาเน้นการรักษาที่บ้านและการจัดการแบบเบาบางมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลกลางที่ประกาศปรับลดระดับการตอบสนองต่อโรคโควิด-19 ลงจากระดับ A สู่ระดับ B ในเดือนมกราคม 2566

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญ

นับตั้งแต่จีนยกเลิกนโยบายโควิดเป็นศูนย์ (Zero-COVID) อย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 2565 ได้มีการทยอยปิดศูนย์กักกันแบบรวมศูนย์ทั่วประเทศ โดยศูนย์กักกันในเมืองใหญ่ๆ เช่น ปักกิ่ง กว่างโจว และเซินเจิ้น ได้ปิดตัวลงไปก่อนหน้านี้แล้ว การปิดศูนย์กักกันแห่งสุดท้ายในเซี่ยงไฮ้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าจีนได้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตของการระบาดใหญ่ และกำลังปรับตัวสู่การใช้ชีวิตร่วมกับเชื้อไวรัสอย่างถาวร

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นายแพทย์หวัง กวงฟา โฆษกคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน กล่าวว่า "การปิดศูนย์กักกันแบบรวมศูนย์แห่งสุดท้ายสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านยุทธศาสตร์การควบคุมโรคระบาดของจีน เรากำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ที่เน้นการป้องกันและการรักษาแบบปกติ"

ผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจ

การปิดศูนย์กักกันดังกล่าวยังส่งผลดีต่อภาคธุรกิจและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในเซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศ โรงแรมและสถานที่ที่เคยถูกใช้เป็นศูนย์กักกันจะสามารถกลับมาให้บริการตามปกติได้ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบริการและท่องเที่ยว

นอกจากนี้ การยกเลิกมาตรการกักกันยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐบาลท้องถิ่นที่ต้องแบกรับค่าดำเนินการศูนย์เหล่านี้ ซึ่งในปี 2565 เพียงปีเดียว เซี่ยงไฮ้ใช้เงินมากกว่า 1.2 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 6 หมื่นล้านบาท) ในการดำเนินมาตรการควบคุมโรค รวมถึงการจัดตั้งและบริหารศูนย์กักกัน

อนาคตของมาตรการควบคุมโรค

แม้จะปิดศูนย์กักกันแล้ว แต่จีนยังคงติดตามสถานการณ์การระบาดอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของสายพันธุ์ใหม่ๆ เช่น สายพันธุ์ XBB ซึ่งอาจทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ทางการจีนยืนยันว่าจะไม่กลับไปใช้มาตรการล็อกดาวน์หรือกักกันแบบรวมศูนย์อีก แต่จะเน้นการฉีดวัคซีนกระตุ้นและการรักษาผู้ป่วยหนักแทน

รายงานจากหนังสือพิมพ์ Shanghai Daily ระบุว่า ตั้งแต่มกราคมถึงเมษายน 2566 จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในเซี่ยงไฮ้ลดลงถึง 95% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของมาตรการควบคุมโรคในระยะที่ผ่านมา และความสำเร็จในการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในประชากร

การปิดศูนย์กักกันแห่งสุดท้ายในเซี่ยงไฮ้จึงไม่เพียงแต่เป็นสัญญาณของการสิ้นสุดยุคการควบคุมโรคที่เข้มงวดของจีน แต่ยังเป็นก้าวสำคัญสู่การฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ต่อการกลับมาดำเนินชีวิตและธุรกิจตามปกติในจีน