อิสราเอลโจมตีอิหร่านระลอก 2 ส่งผลผู้เสียชีวิตพุ่ง 200 ศพ เจ็บนับร้อย
อิสราเอลโจมตีอิหร่านระลอก 2 เสียชีวิต 200 ศพ

อิสราเอลเปิดฉากโจมตีระลอกที่ 2 ต่ออิหร่าน ส่งผลผู้เสียชีวิตพุ่งสูงกว่า 200 ศพ

เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ตามเวลาท้องถิ่น กองทัพอิสราเอลได้เริ่มการโจมตีอิหร่านเป็นระลอกที่ 2 โดยมุ่งเป้าไปที่ฐานยิงขีปนาวุธและระบบป้องกันภัยทางอากาศในภาคกลางของอิหร่าน ท่ามกลางเสียงระเบิดที่ดังขึ้นในกรุงเตหะรานอีกครั้ง สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่

รายงานผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากหน่วยงานกาชาดอิหร่าน

นายโมจตาบา คาเลดี โฆษกสภาเสี้ยววงเดือนแดงอิหร่าน เปิดเผยว่า การโจมตีของอิสราเอลจนถึงตอนนี้ได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทั้งสิ้น 24 จังหวัดจากทั้งหมด 31 จังหวัดทั่วประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 201 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 747 ราย ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความรุนแรงของสถานการณ์ที่กำลังขยายตัว

เป้าหมายการโจมตีครอบคลุมหลายพื้นที่สำคัญ

สำนักข่าวฟาร์สของอิหร่านรายงานว่า ย่านที่อยู่อาศัย 2 แห่งในเมืองบูเชห์รทางตอนใต้ของอิหร่าน ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีของอิสราเอลด้วย นอกจากนี้ สำนักข่าวสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านยังยืนยันข่าวเกี่ยวกับเสียงระเบิดครั้งใหม่ในกรุงเตหะราน ขณะที่สำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่าผู้สื่อข่าวได้ยิน "เสียงระเบิดระลอกใหม่ต่อเนื่อง" ในเมืองหลวง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การตอบโต้และการรักษาผู้บาดเจ็บจากฝั่งอิสราเอล

ด้านองค์กร มาเกน ดาวิด อาดอม ซึ่งเป็นหน่วยบริการฉุกเฉินแห่งชาติของอิสราเอล ระบุว่า อิสราเอลทำการรักษาผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 89 ราย ท่ามกลางการโจมตีตอบโต้กันระหว่างอิหร่านและอิสราเอล สถานการณ์นี้ยังคงตึงเครียดและอาจลุกลามได้ในอนาคต

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

การโจมตีระลอกแรกที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

ในการโจมตีระลอกแรกเมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ กองกำลังป้องกันอิสราเอลออกแถลงการณ์ระบุว่า พวกเขาโจมตีในกรุงเตหะรานของอิหร่าน โดยมุ่งเป้าไปยังสถานที่ซึ่งบุคคลสำคัญระดับสูงทางการเมืองและฝ่ายความมั่นคงมารวมตัวกัน การโจมตีครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างสองประเทศ

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านยังคงน่าจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในภูมิภาคและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในวงกว้างต่อไป