อินโดนีเซียประกาศมาตรการเด็ดขาด ปิดบัญชีโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 16 ปี เริ่ม 28 มีนาคมนี้
รัฐบาลอินโดนีเซีย โดยกระทรวงสื่อสารและดิจิทัล ได้ประกาศบังคับใช้กฎหมายควบคุมแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีความเสี่ยงสูงอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี จะถูกระงับการเข้าถึงบัญชีโซเชียลมีเดียพร้อมกันทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป มาตรการนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อแก้ไขปัญหาภัยคุกคามออนไลน์และการเสพติดดิจิทัลในกลุ่มเยาวชน ซึ่งกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กฎหมายลูกฉบับใหม่เพื่อปกป้องเด็กในโลกไซเบอร์
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นไปตามกฎระเบียบลูกที่แยกออกมาจากกฎหมายลำดับรอง ฉบับที่ 17 ปี 2025 ว่าด้วยการบริหารจัดการผู้ให้บริการระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการคุ้มครองเด็ก หรือที่รู้จักกันในชื่อ "PP Tunas" โดยนางมิวเทีย ฮาฟิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสื่อสารและดิจิทัล ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ว่ากฎระเบียบนี้เริ่มประกาศใช้แล้วเพื่อยกระดับความปลอดภัยให้แก่เยาวชนในโลกไซเบอร์ รวมถึงบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆ
นางมิวเทียเน้นย้ำว่า อินโดนีเซียกลายเป็นหนึ่งในประเทศนอกกลุ่มชาติตะวันตกชาติแรกๆ ที่ใช้นโยบายจำกัดการเข้าถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลตามเกณฑ์อายุ โดยเธออธิบายเหตุผลว่าเด็กๆ กำลังตกอยู่ในภาวะเปราะบางต่ออันตรายบนอินเทอร์เน็ต เช่น สื่อลามกอนาจาร การกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ การหลอกลวงออนไลน์ และปัญหาการเสพติดดิจิทัล ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
รายชื่อแพลตฟอร์มที่ถูกควบคุมและกระบวนการบังคับใช้
รัฐบาลจะเริ่มขั้นตอนการบังคับใช้กฎหมายในวันที่ 28 มีนาคม 2569 โดยในระยะแรก บัญชีผู้ใช้งานที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปีบนแพลตฟอร์มที่ถูกจัดว่ามีความเสี่ยงสูงจะถูกปิดการใช้งานอย่างค่อยเป็นค่อยไป แพลตฟอร์มที่รวมอยู่ในนโยบายนี้ ได้แก่
- ยูทูบ
- TikTok
- เฟซบุ๊ก
- อินสตาแกรม
- เธรดส์ (Threads)
- X (หรือทวิตเตอร์เดิม)
- Bigo Live
- Roblox (แพลตฟอร์มเกม)
กระทรวงสื่อสารและดิจิทัลระบุว่ากระบวนการปิดบัญชีจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนกว่าทุกแพลตฟอร์มจะปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายอย่างครบถ้วน เพื่อให้แน่ใจว่ามาตรการนี้มีประสิทธิภาพสูงสุด
การยอมรับความท้าทายและเป้าหมายระยะยาว
รัฐมนตรีมิวเทียยอมรับว่าในช่วงเริ่มต้นอาจสร้างความไม่สะดวกใจให้แก่ทั้งเด็กและผู้ปกครอง เธอกล่าวว่า "เราตระหนักดีว่าการบังคับใช้กฎนี้อาจทำให้เด็กๆ บ่น หรือทำให้พ่อแม่สับสนในการรับมือกับความไม่พอใจของลูก แต่ในสภาวะที่เรียกว่า 'ภาวะฉุกเฉินทางดิจิทัล' เช่นนี้ นี่คือยุทธศาสตร์สำคัญที่รัฐบาลต้องทำเพื่อปกป้องอนาคตของชาติ"
เธอกล่าวทิ้งท้ายว่า "เราต้องการให้เทคโนโลยีช่วยพัฒนาความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ให้ช่วงวัยเยาว์ของเด็กๆ ต้องมาเป็นเหยื่อสังเวยแก่เทคโนโลยี" โดยรัฐบาลยืนยันว่านโยบายนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองในการเฝ้าระวังภัยจากโลกดิจิทัล ไม่ให้กลายเป็นหน้าที่ของครอบครัวเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชนในยุคดิจิทัล



