สว.อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ เศรษฐา 7 หารือ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ
สว.อภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ เศรษฐา 7 หารือแก้เศรษฐกิจ

วุฒิสภา (สว.) จำนวน 7 คน ได้แก่ นายสมชาย แสวงการ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ นายคำนูณ สิทธิสมาน นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ นายวันชัย สอนศิริ พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม และ พลเอก หาร เลิศฤทธิ์ ได้ร่วมกันยื่นญัตติขออภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ต่อประธานวุฒิสภา เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 โดยอ้างอิงมาตรา 151 และมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ซึ่งเปิดช่องให้วุฒิสภาสามารถยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้ หากมีสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของวุฒิสภาทั้งหมด (ซึ่งปัจจุบันมี 200 คน) หรือประมาณ 67 คน แต่กรณีนี้เป็นการยื่นโดย สว. 7 คนในนามส่วนตัว เพื่อให้มีการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ

สว.ชี้เศรษฐกิจตกต่ำ ต้องตรวจสอบฝ่ายบริหาร

นายสมชาย แสวงการ หนึ่งในผู้ยื่นญัตติ กล่าวว่า การยื่นครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาเพื่อโค่นล้มรัฐบาล แต่ต้องการให้รัฐบาลชี้แจงปัญหาทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะหนี้สินครัวเรือนที่พุ่งสูงถึง 16.2 ล้านล้านบาท คิดเป็น 90% ของ GDP รวมถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยที่โตต่ำกว่าศักยภาพ โดยในปี 2567 คาดว่า GDP จะขยายตัวเพียง 2.5-3% ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียโตเกิน 5%

“เราต้องการให้รัฐบาลอธิบายถึงมาตรการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าและน้ำมันที่ยังคงสูง รวมถึงการจัดการหนี้สินเกษตรกรและ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19” นายสมชายกล่าว

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ประเด็นหลักในการอภิปราย: เศรษฐกิจและนโยบายประชานิยม

ญัตติระบุประเด็นหลัก 7 เรื่องที่ต้องการให้รัฐบาลชี้แจง ได้แก่ 1) การบริหารเศรษฐกิจมหภาคที่ไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การลงทุนต่างชาติชะลอตัว 2) นโยบายประชานิยม เช่น โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ที่อาจสร้างภาระทางการคลัง 3) ปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนและธุรกิจ 4) การจัดการราคาพลังงานและค่าครองชีพ 5) การทุจริตในโครงการภาครัฐ 6) ความล้มเหลวในการแก้ปัญหายาเสพติด และ 7) การละเลยปัญหาสิ่งแวดล้อม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ กล่าวเสริมว่า “รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อการที่เศรษฐกิจไทยถูกจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันลดลงจากอันดับ 27 ในปี 2566 มาเป็นอันดับ 30 ในปี 2567 ตามรายงานของ IMD”

รัฐบาลยืนยันพร้อมชี้แจง

ด้านนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมชี้แจงทุกประเด็นในการอภิปราย โดยยืนยันว่านโยบายทุกอย่างเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน และพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากวุฒิสภา “เรามีความโปร่งใส และยินดีให้ข้อมูลทุกอย่าง” นายกฯ กล่าว

ทั้งนี้ การอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามมาตรา 151 จะต้องดำเนินการภายใน 30 วันนับจากวันที่ประธานวุฒิสภาได้รับญัตติ โดยคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2568 การอภิปรายครั้งนี้ไม่มีผลผูกพันให้รัฐบาลต้องลาออก แต่เป็นการตรวจสอบถ่วงดุลตามระบบรัฐสภา

เสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้านและนักวิชาการ

ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรแสดงความเห็นว่า การยื่นญัตติของ สว. เป็นสัญญาณที่ดีในการตรวจสอบรัฐบาล แต่ควรมีการลงมติเพื่อให้เกิดผลทางกฎหมาย ขณะที่นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า การอภิปรายอาจช่วยให้รัฐบาลปรับนโยบายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่หากไม่มีการลงมติก็อาจไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม