นายกฯ แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เน้นเศรษฐกิจและปากท้อง
นายกฯ แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เน้นเศรษฐกิจและปากท้อง

นายกฯ แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา

นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายของรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2566 โดยมีสาระสำคัญคือการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องปากท้องและค่าครองชีพที่สูงขึ้น

นโยบายเร่งด่วน 6 ด้าน

นายกฯ ระบุว่ารัฐบาลจะดำเนินนโยบายเร่งด่วน 6 ด้าน ได้แก่ การลดค่าครองชีพ การเพิ่มรายได้ การสร้างโอกาส การพัฒนาคุณภาพชีวิต การรักษาสิ่งแวดล้อม และการเสริมสร้างความมั่นคง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางภายใน 4 ปี

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยว โดยตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 30 ล้านคนในปี 2567 และสนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น รถไฟความเร็วสูงและโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การแก้ปัญหาหนี้สินและปากท้อง

นายกฯ กล่าวถึงมาตรการแก้หนี้สินทั้งในและนอกระบบ โดยจะพักหนี้เกษตรกรเป็นเวลา 3 ปี และปรับโครงสร้างหนี้สำหรับผู้มีรายได้น้อย รวมถึงการออกมาตรการลดภ่ายค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมันเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

“รัฐบาลจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เราจะเดินหน้าแก้ปัญหาปากท้องและสร้างโอกาสให้ทุกคน” นายกฯ กล่าว

การปฏิรูปการศึกษาและสาธารณสุข

ในด้านการศึกษา รัฐบาลมีแผนปฏิรูประบบการศึกษาโดยเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้แก่เยาวชน ส่วนด้านสาธารณสุขจะเน้นการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ

นายกฯ ยังกล่าวถึงความสำคัญของการปฏิรูปกฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีชีวภาพ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ปฏิกิริยาจากฝ่ายค้าน

หลังการแถลงนโยบาย ฝ่ายค้านได้ตั้งข้อสังเกตถึงความชัดเจนของแผนงานและแหล่งที่มาของงบประมาณ โดยเฉพาะมาตรการลดค่าครองชีพที่อาจส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังของประเทศ ขณะที่รัฐบาลยืนยันว่ามาตรการต่างๆ อยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง

การอภิปรายนโยบายของรัฐบาลจะดำเนินต่อไปในอีก 2 วันข้างหน้า ก่อนที่จะมีการลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบนโยบายดังกล่าว