ก้าวไกลยื่นซักฟอกนายกฯ-5 รมต. ปมทุจริต-ฮั้วประมูล
ก้าวไกลยื่นซักฟอกนายกฯ-5 รมต. ปมทุจริต-ฮั้วประมูล

พรรคก้าวไกลเปิดศึกซักฟอกรัฐบาลอย่างเป็นทางการ โดยยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐมนตรีอีก 5 คน ได้แก่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี, นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง, นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.พาณิชย์ และนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน โดยญัตติดังกล่าวมีเนื้อหาหลักเกี่ยวกับการทุจริต การฮั้วประมูลโครงการขนาดใหญ่ และการบริหารงานที่ผิดพลาดหลายกรณี

ข้อกล่าวหาหลักต่อนายกฯ และ 5 รมต.

นายชัยธวัช ตุลาธน ส.ส.บัญชีรายชื่อและประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้มีประเด็นสำคัญหลายเรื่อง โดยเฉพาะการทุจริตในโครงการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ การฮั้วประมูลที่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน และการละเลยหน้าที่ในการบริหารประเทศ ตัวอย่างเช่น กรณีการจัดซื้อหน้ากากอนามัยราคาแพง การทุจริตโครงการไทยนิยม ยั่งยืน และการฮั้วประมูลโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม

กำหนดการอภิปราย

การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 19-22 กรกฎาคมนี้ ซึ่งพรรคก้าวไกลเตรียมข้อมูลและหลักฐานอย่างละเอียดเพื่อชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องของรัฐบาล โดยเฉพาะในเรื่องความโปร่งใสและการใช้อำนาจโดยมิชอบ นอกจากนี้ พรรคก้าวไกลยังเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งบประมาณและการทำสัญญากับเอกชนอย่างเต็มที่

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ปฏิกิริยาจากฝ่ายรัฐบาล

ฝ่ายรัฐบาลโดยนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า นายกฯ พร้อมชี้แจงทุกข้อกล่าวหาและยืนยันว่าการทำงานของรัฐบาลเป็นไปด้วยความโปร่งใส ส่วนนายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า การอภิปรายครั้งนี้จะเป็นเวทีให้ประชาชนได้รับรู้ถึงความจริง และหวังว่ารัฐบาลจะตอบข้อซักถามได้อย่างชัดเจน

ผลกระทบทางการเมือง

การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้นับเป็นความท้าทายครั้งสำคัญต่อรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียด โดยเฉพาะการชุมนุมของกลุ่มประชาชนที่เรียกร้องให้รัฐบาลลาออก หากการอภิปรายไม่สามารถโน้มน้าวให้ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลเปลี่ยนใจได้ ก็อาจส่งผลให้คะแนนนิยมของรัฐบาลลดลงและเกิดกระแสกดดันให้มีการยุบสภา