เปิดตัวอย่างเป็นทางการ รองนายกฯ เอกนิติ ใช้โซเชียลมีเดียสื่อสารนโยบาย
วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการในชื่อ "ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ" โดยโพสต์ข้อความแรกเพื่อสื่อสารแนวคิดและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจสู่สาธารณะ โดยระบุว่าจะใช้พื้นที่นี้ในการอธิบายนโยบายเศรษฐกิจมหภาค การคลัง งบประมาณ การเงิน ตลาดทุน และการลงทุน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชน
นายเอกนิติ ระบุว่าการเริ่มต้นตำแหน่งในรัฐบาลอนุทิน 2 ช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 เกิดขึ้นพร้อมกับวิกฤตราคาพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่วิกฤตน้ำมันขาดแคลนและราคาแพง ไปจนถึงค่าครองชีพสูงขึ้นและวิกฤตปากท้อง หากไม่สามารถหยุดยั้งวิกฤตเหล่านี้ได้ จะนำไปสู่วิกฤตซ้อนวิกฤต ความท้าทายนี้เกิดขึ้นบนโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีปัญหาเรื้อรัง เช่น การเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ความสามารถในการแข่งขันถดถอย การขาดดุลการคลังเรื้อรัง และการขาดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาด
หลักการ 5 T รับมือวิกฤตและสร้างรากฐานเศรษฐกิจ
นายเอกนิติ กล่าวว่า ภายใต้งบประมาณที่จำกัด จำเป็นต้องคิดรอบด้านและระมัดระวังเพื่อประคองสถานการณ์ระยะสั้น พร้อมกับใช้โอกาสนี้เปลี่ยนผ่านและสร้างรากฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในระยะยาว ภายใต้หลักการ 5 T ได้แก่ Target, Transition, Transform, Transparency และ Together ซึ่งครอบคลุมการประคองเศรษฐกิจระยะสั้น (Stabilize Today) การเปลี่ยนผ่านจากวิกฤตเป็นโอกาส (Transition Now) และการลงทุนเพื่ออนาคต (Transform for Tomorrow) บนฐานวินัยการเงินการคลัง
สำหรับ Stabilize Today นายเอกนิติ ระบุว่า หลังจากตั้งเป้าสานต่อนโยบาย Quick Big Win ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวในช่วงปลายปีก่อน ต้องเผชิญกับวิกฤตพลังงานโลกที่กระทบไทยอย่างหนัก เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน รัฐบาลจึงใช้กองทุนน้ำมันเป็นเครื่องมือหลักในการบริหารราคา โดยไม่กระทบฐานะการคลัง ซึ่งตึงตัวอยู่แล้ว ดังที่เห็นระหว่างการอภิปรายงบประมาณที่ผ่านมา ส่งผลให้ต่างชาติยังเชื่อมั่นในฐานะการคลังไทย และเงินทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทย ส่งผลให้ SET Index ปรับตัวขึ้นใกล้ 1600 จุด นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเยียวยาภาคขนส่งและเกษตรเมื่อวันที่ 11 เมษายน รวมถึงมาตรการไทยช่วยไทยพลัสและเติมเงินสวัสดิการเพื่อช่วยผู้มีรายได้น้อย
เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดเร่งด่วน ลดจุดเปราะบาง
นายเอกนิติ เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยยกตัวอย่างว่าในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2569 ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเกือบ 5 แสนล้านบาท จากการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในราคาสูง หากปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ต่อเนื่อง อาจนำไปสู่วิกฤตขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเหมือนในอดีต การเร่งเปลี่ยนผ่านโดยส่งเสริมการใช้รถพลังงานสะอาด ไบโอดีเซลในระบบขนส่งสาธารณะ การติดตั้ง Solar ภาคประชาชน และการลงทุนพัฒนา Smart Grid จะช่วยแก้ปัญหาระยะยาวได้ โดยเงินกู้ 2 แสนล้านบาทจะทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นรูปธรรม
ในส่วนของ Transform for Tomorrow นายเอกนิติ กล่าวว่า ไทยลงทุนน้อยเกินไปมานาน ทั้งภาครัฐและเอกชน รัฐบาลประกาศให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุน โดยมุ่งเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และทุนมนุษย์ เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตระยะยาว ตั้งเป้าสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP กลับไปใกล้ระดับ 30% โดยใช้เครื่องมือต่างๆ เช่น งบประมาณ การลงทุนรัฐวิสาหกิจ PPP Thailand Future Fund และการลงทุน FDI ผ่าน Thailand FastPass ซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 9 แสนล้านบาทในปี 2569 พร้อมกับเน้นการเชื่อมโยง SMEs ไทยเข้าสู่ Supply Chain โลก
นายเอกนิติ กล่าวทิ้งท้ายว่า การตัดสินใจเชิงนโยบายเศรษฐกิจมหภาคไม่เคยง่ายและไม่สามารถถูกใจทุกคนได้ แต่เชื่อว่าหากยึดหลักการและตั้งใจจริงเพื่อประเทศ จะเกิดผลสัมฤทธิ์ในระยะยาว พร้อมขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุน และจะอัปเดตข้อมูลอย่างต่อเนื่องผ่านเฟซบุ๊ก



