เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ที่ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องในคดีระหว่างนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโจทก์ฟ้องนางสาวรักชนก ศรีนอก หรือไอซ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นจำเลยฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีที่นางสาวรักชนกกล่าวหานายสุชาติว่า “ไอ้รัฐมนตรีมาจากการโกงเลือกตั้ง” ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ศาลได้นัดคู่ความทั้งสองฝ่ายให้มาไกล่เกลี่ยก่อนการไต่สวนมูลฟ้อง โดยนางสาวรักชนกเดินทางมาศาล ขณะที่นายสุชาติติดราชการที่ประเทศญี่ปุ่น ศาลจึงกำหนดนัดไกล่เกลี่ยอีกครั้งในวันนี้ พร้อมกำชับให้คู่ความทั้งสองฝ่ายมาตามหมายนัด
ทนายความฝ่ายโจทก์เผยความเสียหายต่อเนื่อง
ในวันนี้นายสุชาติมอบอำนาจให้ผู้แทนเดินทางมาศาลพร้อมนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนายความ เนื่องจากติดราชการไปต่างจังหวัด ขณะที่นางสาวรักชนกเดินทางมาพร้อมนายนิธิ ละเอียดดี ทนายความ หลังจากนั้นนายณัฐวุฒิ ทนายความของนายสุชาติเปิดเผยว่า วันนี้ศาลได้นัดคู่ความทั้งสองฝ่ายเพื่อไกล่เกลี่ยและสืบพยาน โดยฝ่ายโจทก์ได้เดินทางมาศาลพร้อมพยานแล้ว ขณะที่นายสุชาติได้มอบอำนาจให้ผู้แทนมาศาลแทน ที่ผ่านมานายสุชาติได้รับความเสียหายจากการกระทำของนางสาวรักชนกอย่างแท้จริง อีกทั้งยังมีการกระทำในลักษณะเดิมซ้ำหลายครั้ง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเนื่อง โดยนอกจากคดีนี้แล้ว ยังมีคดีที่เกี่ยวเนื่องอยู่ที่สน.ทองหล่ออีก 2 คดี และอีก 1 คดีอยู่ระหว่างการสืบพยานในศาลอาญา
ทนายความของนายสุชาติกล่าวต่อไปว่า การไกล่เกลี่ยผู้เสียหายมีความพร้อมที่จะประนีประนอมและพูดคุยตามกระบวนการกฎหมาย แต่ต้องพิจารณาว่าจำเลยมีความสำนึกต่อการกระทำหรือไม่ พร้อมอ้างว่าทีมกฎหมายพบว่านางสาวรักชนกยังคงโพสต์ข้อความพาดพิงและเสียดสีอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความเสียหายยิ่งเพิ่มขึ้นทั้งต่อชื่อเสียงของนายสุชาติและครอบครัว โดยมารดาของนายสุชาติต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจากผลกระทบที่เกิดขึ้น ยืนยันว่าคดีนี้ไม่ใช่การฟ้องปิดปาก แต่เป็นการใช้สิทธิทางกฎหมายหลังจากมีการแจ้งความกล่าวโทษแล้ว โดยเห็นว่าการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ส่งผลให้ข้อมูลแพร่กระจายเป็นวงกว้าง กระทบต่อชื่อเสียง เกียรติยศ และความน่าเชื่อถือของนายสุชาติในฐานะรัฐมนตรี การใช้คำว่า “ชื่อเฮ้ง” ในข้อความที่เป็นประเด็นว่าเป็นคำที่ประชาชนสามารถเชื่อมโยงถึงนายสุชาติได้อย่างชัดเจน เพราะเป็นชื่อเล่นที่ปรากฏในข้อมูลสาธารณะและมีข้อความต่อเนื่องประกอบกัน จึงเชื่อว่าพยานหลักฐานที่มีอยู่เพียงพอที่จะพิสูจน์ข้อกล่าวหาในชั้นศาล หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงยุติคดีกันได้
ไอซ์รักชนกยอมขอโทษต่อหน้าศาล
ต่อมาเวลา 14.22 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังฝ่ายผู้แทนนายสุชาติและนางสาวรักชนกได้เจรจากัน โดยมีผู้พิพากษาเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย ปรากฏว่าผลการเจรจาไปในทิศทางที่ดี เมื่อนางสาวรักชนกยอมถอยพร้อมขอโทษนายสุชาติ โดยศาลได้ให้นายณัฐวุฒิโทรศัพท์และมีการพูดคุยกับนายสุชาติ พร้อมเชิญนายสุชาติมาที่ศาลอาญาตลิ่งชัน ทำให้นายสุชาติเดินทางมาศาลทันที นายสุชาติระบุภายหลังเข้าไปที่ห้องพิจารณาคดีประมาณ 20 นาที เพื่อไกล่เกลี่ยที่ศาลอาญาตลิ่งชัน ว่า นางสาวรักชนกได้เข้ามากล่าวขอโทษตนที่ทำให้ตนและครอบครัวเดือดร้อน เสื่อมเสีย ที่กล่าวหาตามที่ถูกฟ้อง
“ในฐานะเป็นผู้ใหญ่ เมื่อฝ่ายน้องไอซ์สำนึกผิด กล่าวขอโทษ ก็พร้อมให้อภัยเฉพาะในคดีนี้ ส่วนในคดีอื่นที่มีการแจ้งความดำเนินคดีและที่ฟ้องร้องอยู่ที่ศาลอาญา ยังคงดำเนินการพิจารณาต่อไป” นายสุชาติกล่าว
นายสุชาติเล่าว่า ศาลได้เสนอให้ทั้งสองฝ่ายพูดคุยทำความเข้าใจ เนื่องจากคดีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการกล่าวหาว่าตนทุจริตการเลือกตั้งในเขต 1 จังหวัดชลบุรี และใช้ถ้อยคำพาดพิงว่าเป็น “รัฐมนตรีเฮ้งซวย” ทั้งที่ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ตรวจสอบและยืนยันแล้วว่าตนได้รับชัยชนะจากคะแนนเสียงที่บริสุทธิ์ ในฐานะนักการเมืองยอมรับการตรวจสอบได้ แต่สิ่งที่กระทบจิตใจมากที่สุดคือผลกระทบที่เกิดขึ้นกับครอบครัว โดยเฉพาะพ่อแม่ที่มีอายุมากและเจ็บป่วยจนต้องเข้ารักษาตัวในห้อง ICU รวมถึงลูกที่ต้องเผชิญกับการถูกเพื่อนล้อเลียนจากข่าวที่เผยแพร่ออกไป จึงเห็นว่าความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเองเพียงคนเดียว แต่ขยายวงไปถึงคนในครอบครัว
ยืนยันถอนฟ้องเฉพาะคดีเลือกตั้ง คดีทุจริตยังดำเนินต่อไป
นายสุชาติยืนยันว่าจะถอนฟ้องเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวหาเรื่องการเลือกตั้งเท่านั้น เนื่องจากเห็นว่าเป็นคดีที่สามารถให้อภัยกันได้ แต่คดีอื่นที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวหาทุจริตคอร์รัปชันยังคงดำเนินการตามกฎหมายต่อไป เพราะเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงและส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของตนมาเป็นเวลานาน
ขณะเดียวกัน นายสุชาติยังฝากถึงผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์และประชาชน ว่า การโพสต์ข้อความหมิ่นประมาทหรือกล่าวหาใคร ไม่ควรมองว่าเป็นเพียงเรื่องสนุกหรือทำเพื่อสร้างคอนเทนต์ เพราะทุกคนล้วนมีครอบครัว มีพ่อแม่ และมีลูกที่ได้รับผลกระทบจากข้อมูลที่เผยแพร่ออกไป แม้นักการเมืองจะพร้อมรับการตรวจสอบ แต่การนำข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงไปเผยแพร่ย่อมสร้างบาดแผลทางความรู้สึกแก่คนในครอบครัวได้
นายสุชาติกล่าวด้วยว่า ขณะนี้รู้สึกสบายใจที่เรื่องดังกล่าวจบลง และต้องการนำเวลาไปทุ่มเทให้กับการทำงานมากกว่าการต่อสู้คดีที่สามารถให้อภัยกันได้ ส่วนคดีอื่นที่เกี่ยวกับข้อกล่าวหาทุจริตคอร์รัปชันนั้น ยังคงยืนยันจะดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายต่อไป เนื่องจากเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้



