ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์รับคำร้องของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 40 คน ที่ขอให้วินิจฉัยว่านายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) จากกรณีที่ได้นำความกราบบังคมทูลแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งที่รู้หรือควรรู้ว่านายพิชิตขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ
คำร้องของ สว. 40 คน
เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมเพื่อพิจารณาคำร้องดังกล่าว โดยที่ประชุมมีมติรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย และให้นายกฯ เศรษฐา ชี้แจงข้อเท็จจริงภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง อย่างไรก็ตาม ศาลยังไม่ได้มีคำสั่งให้นายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำร้องยังไม่เพียงพอที่จะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคุณสมบัตินายพิชิต
ผู้ร้องอ้างว่านายพิชิตเคยถูกศาลพิพากษาจำคุกในข้อหาหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับตำแหน่งหน้าที่ราชการ ทำให้ขาดคุณสมบัติในการเป็นรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5) ซึ่งบัญญัติว่าผู้จะเป็นรัฐมนตรีต้องไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วก็ตาม เว้นแต่ความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
นายพิชิตเคยถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 6 เดือน ในคดีหมิ่นประมาทนายถาวร เสนเนียม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อปี 2555 ต่อมาเมื่ออุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อปี 2563 ให้จำคุก 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ทำให้นายพิชิตต้องโทษจำคุกจริง อย่างไรก็ตาม นายพิชิตได้รับการอภัยโทษจากพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษเมื่อปี 2563 ทำให้พ้นโทษก่อนกำหนด
ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5) กำหนดว่า ผู้จะเป็นรัฐมนตรีต้องไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้จะรอลงอาญาหรือรอการกำหนดโทษก็ตาม เว้นแต่ความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือลหุโทษ ซึ่งคดีของนายพิชิตเป็นความผิดหมิ่นประมาท ซึ่งไม่เข้าข้อยกเว้น ดังนั้น การแต่งตั้งนายพิชิตจึงอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ผลกระทบต่อนายกฯ เศรษฐา
หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายกฯ เศรษฐาทราบหรือควรทราบถึงลักษณะต้องห้ามของนายพิชิต แต่ยังนำความกราบบังคมทูลแต่งตั้ง นายกฯ ก็จะสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) ซึ่งบัญญัติว่ารัฐมนตรีต้องไม่กระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจส่งผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย
ด้านนายกฯ เศรษฐาได้ออกมาเปิดเผยว่าเตรียมชี้แจงข้อเท็จจริงต่อศาลตามกำหนด โดยยืนยันว่าการแต่งตั้งนายพิชิตเป็นไปด้วยความถูกต้องตามกฎหมาย และนายพิชิตมีคุณสมบัติครบถ้วน เนื่องจากได้รับการอภัยโทษแล้ว ซึ่งทำให้สิทธิต่างๆ กลับคืนมา อย่างไรก็ตาม นักกฎหมายหลายคนมองว่าการอภัยโทษไม่ได้ลบล้างความผิดตามคำพิพากษา เพียงแต่ทำให้พ้นโทษเท่านั้น ดังนั้นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญยังคงมีอยู่
คดีนี้ถือเป็นคดีสำคัญที่อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล และเป็นครั้งแรกที่ศาลรัฐธรรมนูญรับวินิจฉัยคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีในประเด็นการแต่งตั้งรัฐมนตรีที่ขาดคุณสมบัติ



