ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ที่ขอให้ยุบพรรคก้าวไกล กรณีการกระทำอันเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยศาลนัดฟังคำสั่งในวันที่ 12 มีนาคม 2568 เวลา 14.00 น.
ที่มาของคดี: การกระทำที่เข้าข่ายล้มล้าง
คดีนี้สืบเนื่องมาจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ที่ระบุว่าพรรคก้าวไกลและนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรค มีการกระทำที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง จากการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 รวมถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกี่ยวข้อง ซึ่งศาลเห็นว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเกินขอบเขต และเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ
ต่อมา กกต. ได้มีมติเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้ยุบพรรคก้าวไกล โดยอ้างอิงมาตรา 92 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ที่กำหนดให้พรรคการเมืองต้องไม่กระทำการอันเป็นการล้มล้างการปกครอง หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ
ศาลรับคำร้อง: มติเอกฉันท์ 7 ต่อ 0
ในการประชุมเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องของ กกต. และมีมติเอกฉันท์ให้รับไว้พิจารณา โดยเห็นว่าคำร้องมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะดำเนินการต่อไปได้ ศาลยังมีคำสั่งให้พรรคก้าวไกลส่งเอกสารและคำชี้แจงภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้รับสำเนาคำร้อง
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า “เราเตรียมรับมือกับทุกสถานการณ์ และจะใช้กระบวนการทางกฎหมายอย่างเต็มที่เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพรรค” นอกจากนี้ พรรคก้าวไกลยังคงยืนยันว่าไม่มีเจตนาล้มล้างการปกครอง แต่เป็นการใช้สิทธิเสนอร่างกฎหมายตามวิถีทางรัฐสภา
ผลกระทบทางการเมือง: สะเทือนอนาคตพรรคก้าวไกล
หากศาลมีคำสั่งยุบพรรคก้าวไกล จะส่งผลให้กรรมการบริหารพรรคถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี ตามมาตรา 94 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งรวมถึงนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และแกนนำคนสำคัญอื่นๆ นอกจากนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคก้าวไกลทั้ง 151 คน จะต้องย้ายไปสังกัดพรรคอื่นภายใน 60 วัน มิฉะนั้นจะหมดสภาพความเป็น ส.ส.
การยุบพรรคครั้งนี้อาจส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล เนื่องจากพรรคก้าวไกลเป็นพรรคฝ่ายค้านที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสภา โดยมี ส.ส. 151 คน คิดเป็นร้อยละ 30 ของสภาทั้งหมด การยุบพรรคอาจทำให้เกิดการเลือกตั้งซ่อมในหลายเขต หรืออาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างพรรคฝ่ายค้านใหม่
ปฏิกิริยาจากสังคม: เสียงสนับสนุนและคัดค้าน
กรณีนี้สร้างความแตกแยกในสังคมไทยอย่างมาก ฝ่ายที่สนับสนุนการยุบพรรคมองว่าพรรคก้าวไกลกระทำการเกินขอบเขตของกฎหมาย และการล้มล้างสถาบันเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ขณะที่ฝ่ายคัดค้านมองว่าการยุบพรรคเป็นการจำกัดสิทธิทางการเมือง และเป็นการใช้กฎหมายเพื่อปิดปากฝ่ายตรงข้าม
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวว่า “การยุบพรรคการเมืองเป็นมาตรการที่รุนแรงและควรใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายเท่านั้น” ขณะที่นักวิชาการหลายคนมองว่าคดีนี้จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระบบประชาธิปไตยของไทย
แนวโน้มคดีและกำหนดการต่อไป
ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำสั่งในวันที่ 12 มีนาคม 2568 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ศาลจะพิจารณาคำร้องของ กกต. ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำของพรรคก้าวไกลในคดีอื่นๆ คาดว่าศาลจะใช้เวลาพิจารณาประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก่อนมีคำวินิจฉัยชี้ขาด
พรรคก้าวไกลได้เตรียมทีมกฎหมายเพื่อต่อสู้คดี โดยมีทนายความชื่อดังอย่างนายธีรยุทธ สุวรรณเกษร เป็นหัวหน้าทีม นอกจากนี้ พรรคยังมีแผนที่จะยื่นคำร้องคัดค้านผู้พิพากษาบางคน หากเห็นว่ามีอคติทางการเมือง



