ชัชชาติลุยหาเสียง4เขตลุยแก้PM2.5ดึงเกษตรกรลดเผา
ชัชชาติลุยหาเสียง4เขตลุยแก้PM2.5ดึงเกษตรกรลดเผา

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมทีมกรุงเทพฯ ทำงาน ลงพื้นที่หาเสียงในเขตสะพานสูง เขตคลองสามวา เขตหนองจอก และเขตมีนบุรี เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 เพื่อเสนอนโยบายยกระดับแก้ปัญหา PM 2.5 ด้วยการลดการเผาภาคการเกษตร ซึ่งข้อมูลจากโครงการนักสืบฝุ่นชี้ว่าการเผาชีวมวลเป็นหนึ่งในต้นตอสำคัญของฝุ่นละออง PM 2.5 ในกรุงเทพฯ

ลดจุดเผาในกรุงเทพฯ ได้สำเร็จ 44%

นายชัชชาติกล่าวว่า กรุงเทพฯ ไม่เคยนิ่งนอนใจและพยายามควบคุมการเผาในเมือง จนสามารถลดจุดความร้อนลงได้ถึงร้อยละ 44 นอกจากนี้ยังเฝ้าระวังพื้นที่การเกษตรในจังหวัดต้นลม เช่น จังหวัดนครนายก รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับพฤติกรรม เช่น การให้ยืมรถอัดฟางฟรี และการศึกษาวิจัยพันธุ์พืช ทำให้ที่ผ่านมาไม่มีการเผาเกิดขึ้นในบางพื้นที่จนเรียกได้ว่าเป็นศูนย์

แนวทางแก้ปัญหาต่อจากนี้จะมุ่งเน้นแก้ที่ต้นเหตุอย่างยั่งยืน โดยพร้อมให้ความร่วมมือกับจังหวัดใกล้เคียงเพื่อส่งเสริมผลผลิตปลอดการเผา ผ่านแผนสนับสนุนเกษตรกรรอบด้าน ตั้งแต่การให้ยืมรถแทรกเตอร์และเครื่องอัดฟาง การแจกจ่ายและส่งเสริมการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าว โดยได้รับการสนับสนุนหัวเชื้อฟรีจากกรมวิชาการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดิน รวมถึงการนำเทคโนโลยีจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องใช้น้ำมาช่วยกำจัดตอซัง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

จัดตั้งศูนย์ติดตามการเผาและช่วยเหลือเกษตรกรครบวงจร

ไฮไลต์สำคัญของการลงพื้นที่ครั้งนี้คือการประกาศจัดตั้งศูนย์ติดตามการเผาและช่วยเหลือเกษตรกรครบวงจร ซึ่งจะดูแลอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การติดตามและแจ้งเตือนจุดความร้อนแบบเรียลไทม์ผ่านข้อมูล NASA Firm ร่วมกับสำนักสิ่งแวดล้อม การจัดระเบียบเวลาเผาสำหรับกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อลดผลกระทบต่อเมือง การประสานกำลังเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์เพื่อระงับเหตุไฟไหม้ในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงการรวบรวมหลักฐานเพื่อบังคับใช้กฎหมายกับผู้ลักลอบเผา

ศูนย์แห่งนี้ยังจะเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรปลอดการเผา ประสานงานรับซื้อฟางอัดก้อนเพื่อนำไปแปรรูป สร้างรายได้ชดเชยต้นทุนให้ชาวนา ตลอดจนมุ่งพัฒนาสู่วิถีเกษตรยั่งยืน

ปัญหาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เกษตร

นายชัชชาติกล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ยังได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชนในเขตหนองจอกเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเกษตรกรรม ปัญหาน้ำในพื้นที่มี 2 รูปแบบ คือ น้ำที่ต้องใช้ในหน้าแล้ง และน้ำที่ต้องระบายออกในหน้าฝน ที่ผ่านมา กทม. แก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการทำฝายชะลอน้ำเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ซึ่งได้ผลดี แต่ในฤดูฝนกลับพบปัญหาการระบายน้ำที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน จนเกิดน้ำเน่าเสีย

อุปสรรคสำคัญคือปัญหาอุปกรณ์สูญหาย เช่น ตัวรอกของฝายกั้นน้ำที่ไม่สามารถติดตั้งทิ้งไว้ได้เพราะมักถูกขโมย ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องถอดเก็บไว้ ส่งผลให้การเปิด-ปิดประตูระบายน้ำล่าช้า นอกจากนี้เมื่อกักน้ำไว้นานน้ำจะเน่าเสีย ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่ที่น้ำประปายังเข้าไม่ถึงและต้องพึ่งพาน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ

ขยายมาตรการเขตมลพิษต่ำและรองรับพ.ร.บ.อากาศสะอาด

ภายใต้แนวคิด Bangkok and Beyond นโยบายของทีมชัชชาติครอบคลุมการจัดการฝุ่นที่ต้นตออื่นๆ เช่น การขยายผลมาตรการเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone - LEZ) ให้ครอบคลุมรถกระบะ 4 ล้อและรถดีเซลเก่า การจับมือกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมตั้ง Warroom ติดตามการปล่อยมลพิษผ่านระบบ CEMs แบบเรียลไทม์ การจัดตั้งทีมนักสืบฝุ่น และการพัฒนา Super Station หรือสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศขั้นสูงเพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบฝุ่นเชิงลึก

นายชัชชาติกล่าวว่า “ส่วนเรื่องรถยนต์ที่เป็นสาเหตุหลักข้อหนึ่งของฝุ่น PM 2.5 เราต้องคุมเข้มไปถึงรถกระบะด้วย เพราะที่ผ่านมาเรื่อง Low Emission Zone หรือเขตห้ามรถเข้า เราคุมเฉพาะรถ 6 ล้อ อนาคตจะขยายไปถึงรถกระบะ รถดีเซลที่ปล่อยควันพิษด้วย”

นอกจากนี้ ทีมกรุงเทพฯ ทำงาน ยังเตรียมความพร้อมรองรับพระราชบัญญัติอากาศสะอาด โดยจะเดินหน้าแผนงานทันทีภายใน 60 วัน หลังกฎหมายประกาศใช้ ควบคู่กับการยื่นเสนอข้อบัญญัติอากาศสะอาดของกรุงเทพฯ ต่อสภา กทม. เพื่อจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากผู้ปล่อยมลพิษทุกประเภท ทั้งรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม หรือผู้ลักลอบเผา เพื่อคืนอากาศสะอาดให้คนกรุงเทพฯ อย่างเป็นรูปธรรม