กระบองเพชรล้มประมูล EEC ยุติอุปสรรครอบด้าน
กระบองเพชรล้มประมูล EEC ยุติอุปสรรครอบด้าน

รัฐบาลมีแนวโน้มที่จะล้มประมูลโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนเบื้องต้นกว่า 650,000 ล้านบาท หลังจากพบอุปสรรคหลายด้านที่ทำให้โครงการไม่สามารถเดินหน้าได้ตามแผน โดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ขอให้มีการตรวจสอบปัญหาทั้งหมดและเตรียมเปิดประมูลใหม่ เพื่อแก้ไขอุปสรรคอย่างเป็นระบบ

สิทธิพิเศษมากมายแต่โครงการกลับไม่คืบหน้า

โครงการ EEC ได้รับสิทธิพิเศษหลายด้าน เช่น การลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดถึง 50% ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 15 ปี สิทธิในการเช่าที่ดินระยะยาว และการอำนวยความสะดวกด้านใบอนุญาตทำงานผ่านศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในเมกะโปรเจกต์ของประเทศ อย่างไรก็ตาม โครงการที่ดำเนินมาเกือบ 10 ปีกลับไม่มีความคืบหน้าอย่างที่ควร

ปัจจัยที่ทำให้โครงการล่าช้า

สาเหตุหลักที่ทำให้โครงการ EEC ล่าช้า ได้แก่ การประกาศยุบสภาเลือกตั้งใหม่ถึง 2 ครั้ง สภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อการลงทุน ธนาคารไม่ปล่อยกู้ เอกชนขอปรับเปลี่ยนเงื่อนไข และภาครัฐเลื่อนการให้สิทธิประโยชน์มูลค่าเกือบแสนล้านบาทออกไป นอกจากนี้ยังมีปัจจัยด้านทรัพยากรไม่เพียงพอ แรงงานขาดทักษะ การใช้ประโยชน์ที่ดินกระทบต่อผังเมือง สิ่งแวดล้อม และชุมชนเมือง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

4 โครงการหลักใน EEC

โครงการ EEC ประกอบด้วยการลงทุนหลัก 4 โครงการ ได้แก่ สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก, รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา), ท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 และท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ซึ่งทั้ง 4 โครงการมีผู้ชนะการประมูลและได้ทำสัญญากับรัฐแล้ว

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ผู้ชนะการประมูลและสถานะปัจจุบัน

ผู้ชนะการประมูลโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินคือ กิจการร่วมค้าซีพีเอช (CPH) ประกอบด้วย บมจ.เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง, บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์, บมจ.ช.การช่าง, China Railway Construction Corporation และอื่นๆ ปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาสัญญาใหม่ โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ผู้ชนะคือกลุ่มกิจการร่วมค้าบีบีเอส (BBS Joint Venture) ประกอบด้วย บมจ.การบินกรุงเทพ, บมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ และ บมจ.ซิโน-ไทยฯ โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 ผู้ชนะคือกลุ่มกิจการร่วมค้าจีพีซี (GPC) ประกอบด้วย บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์, บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด และบริษัท เชค โอเวอร์ซี อินฟราสตรัคเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด ส่วนโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ผู้ชนะคือกลุ่มกิจการร่วมค้ากัลฟ์และพีทีที แทงค์

มูลค่าการลงทุนและผลกระทบ

มูลค่าการลงทุนเบื้องต้นของทั้ง 4 โครงการอยู่ที่ประมาณ 650,000 ล้านบาท ยังไม่รวมการลงทุนของ SMEs และธุรกิจสนับสนุนที่คาดว่าจะตามมาเป็นลูกโซ่ นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้จังหวัดปราจีนบุรีเข้าร่วมโครงการอีกจังหวัด ซึ่งจะทำให้มูลค่าการลงทุนรวมใน 4 จังหวัดสูงถึง 1 ล้านล้านบาท โครงการนี้ยังสามารถยกระดับการลงทุนเดิมไปสู่อุตสาหกรรมใหม่สีเขียว และส่งเสริมการเติบโตของภาคบริการมูลค่าสูง เช่น บริการที่รองรับสังคมผู้สูงอายุ สุขภาพ การแพทย์ และการท่องเที่ยวคุณภาพสูง

แนวโน้มการล้มประมูล

เนื่องจากโครงการไม่คืบหน้าและมีปัญหาต้องแก้ไขมากมาย นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล จึงขอให้มีการตรวจสอบปัญหาทั้งหมดและเตรียมเปิดประมูลใหม่ เพื่อแก้ไขอุปสรรคต่างๆ อย่างเป็นระบบ ดีกว่าการแก้ไขสัญญาเป็นรายๆ ไป ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อวิพากษ์วิจารณ์ไม่สิ้นสุด