กมธ.งบฯ ถกงบกลาง 6.93 แสนล้าน ธปท.ชี้เงินเฟ้อ 4% กระทบการบริโภค
กมธ.งบฯ ถกงบกลาง 6.93 แสนล้าน ธปท.ชี้เงินเฟ้อ 4%

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 3 ก.ค. 2569 ที่รัฐสภา น.ส.ณัฐธิดา เทพสุทิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังการประชุม กมธ.ฯ ว่า วันนี้ที่ประชุม กมธ.งบฯ เริ่มพิจารณางบประมาณในส่วนมาตรา 6 งบกลาง วงเงิน 693,880,000,000 บาท พิจารณางบประมาณภาพรวมถึงภาวะเศรษฐกิจของประเทศ โดย กมธ. ได้เชิญตัวแทนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์), กระทรวงการคลัง, ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงบประมาณ

ธปท.คาดเงินเฟ้อสูงกว่า 4% ในไตรมาส 4

ธปท. ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจประเทศว่า เศรษฐกิจไทยในระยะสั้นมีทิศทางขยายตัว แม้เผชิญแรงกดดันเชิงลบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาสินค้า ราคาน้ำมัน และวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น ก่อให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งคาดว่าอาจสูงกว่า 4% ในไตรมาสที่ 4 ก่อนจะทยอยลดลงในปีหน้า ทั้งเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้การบริโภคภาคครัวเรือนชะลอตัวในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

มาตรการภาครัฐช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ

“ธปท. คาดเงินเฟ้อ 4% แต่มีมาตรการภาครัฐ เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจและสนับสนุนการใช้จ่ายภาคเอกชนในไตรมาสที่ 3 ให้ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ปัจจัยเชิงบวกสำคัญมาจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่ขยายตัวทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการสินค้าเทคโนโลยีและการส่งออกของไทยเพิ่มขึ้น โดยการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีขยายตัว 34.2% ในปี 2568 และคาดว่าจะเติบโต 43.8% ในปีนี้ และ 17.2% ในปีหน้า สะท้อนว่า AI กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม ธปท. คาดว่า แม้การบริโภคจะได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อ แต่แรงหนุนจากการลงทุนและอุตสาหกรรม AI จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโต 2.3% ในปีนี้ และ 1.8% ในปีหน้า โดยต้องติดตามการใช้จ่ายของผู้บริโภคและผลของมาตรการภาครัฐอย่างใกล้ชิด” โฆษก กมธ.งบฯ กล่าว

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ชี้สถานการณ์ไทย-เขมร ไม่กระทบ ศก.

น.ส.ณัฐธิดา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุม กมธ.งบฯ ยังได้สอบถามผลจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา ว่า สภาพัฒน์ฯ ได้มีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจหรือไม่ หากเกิดความขัดแย้งซ้ำ หรือมีการยกระดับความรุนแรงในอนาคต หน่วยงาน ได้ทำแผนรองรับและจัดสรรงบประมาณเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจไว้อย่างไร โดยผู้แทนสภาพัฒน์ฯ ได้ชี้แจงกับ กมธ.ฯ ว่า หน่วยงานได้มีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจไว้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา พบว่ามีผลกระทบทางเศรษฐกิจน้อยมาก ปริมาณการค้าชายแดนทางเศรษฐกิจไม่ได้มากพอที่จะกระทบกับเศรษฐกิจภาพใหญ่ของประเทศ ทั้งนี้ สำหรับการประชุม กมธ.ฯ ในวันที่ 6 ก.ค.นี้ จะเริ่มพิจารณางบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นหน่วยงานแรก