อดีต สส.แพร่ ชี้แจงปมสนามกีฬา 21 ล้านบาท ยันไม่เคยเกี่ยวข้อง-ชี้เป็นโครงการรัฐบาล คสช.
อดีต สส.แพร่ ชี้แจงปมสนามกีฬา 21 ล้าน ยันไม่เกี่ยวข้อง (15.03.2026)

อดีต สส.แพร่ ชี้แจงปมสนามกีฬา 21 ล้านบาท ยันไม่เคยเกี่ยวข้อง-ชี้เป็นโครงการรัฐบาล คสช.

จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์เกี่ยวกับโครงการก่อสร้างสนามกีฬาอำเภอเมืองแพร่ ซึ่งใช้งบประมาณกว่า 21 ล้านบาท และสร้างมานานเกือบ 10 ปี แต่ยังไม่แล้วเสร็จ จนมีการโยงประเด็นไปยังอดีตนักการเมืองในพื้นที่ ล่าสุด นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ตนเองไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับงบประมาณหรือโครงการดังกล่าวเลย

ย้ำความเป็นธรรมกับอดีต สส.เพื่อไทย

นายวรวัจน์ ระบุว่า โครงการสนามกีฬาอำเภอเมืองแพร่เริ่มต้นขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2559 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายหลังการรัฐประหาร โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และไม่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทำให้อดีต สส. ทุกคนอยู่ในสถานะว่างเว้นจากตำแหน่ง

ดังนั้น อดีต สส.จังหวัดแพร่ ของพรรคเพื่อไทย จึงไม่ได้เกี่ยวข้องหรือรู้เห็น ในการจัดสรรงบประมาณของรัฐ หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับการอนุมัติโครงการก่อสร้างสนามกีฬาและศาลากลางจังหวัดเลย และเพื่อให้ความเป็นธรรมกับอดีต สส.ของพรรคเพื่อไทย มีการสรุปข้อมูลไทม์ไลน์ของโครงการ ซึ่งระบุว่า งบประมาณดังกล่าวได้รับการอนุมัติในช่วงที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และมอบหมายให้กรมโยธาธิการและผังเมืองเป็นหน่วยงานดำเนินการโครงการ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

กังวลการเข้าใจคลาดเคลื่อนของประชาชน

นายวรวัจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การนำชื่อของตนหรือพรรคการเมืองไปเชื่อมโยงกับงบประมาณดังกล่าว อาจทำให้ประชาชนเข้าใจคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง พร้อมย้ำว่าโครงการนี้เป็นงบประมาณที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาล คสช. ซึ่งไม่มีบทบาทของฝ่ายการเมืองจากการเลือกตั้งเข้ามาเกี่ยวข้อง และตนก็ถูกรัฐประหารและยุบพรรคมาตั้งแต่ปี 2557 และกลับมาเป็น สส.เพียง 2 ปี หลังจากเว้นวรรคไปถึง 9 ปี

ทั้งนี้ โครงการสนามกีฬาอำเภอเมืองแพร่ ซึ่งใช้งบประมาณประมาณ 21 ล้านบาท ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ เนื่องจากก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2559 แต่ยังไม่สามารถใช้งานได้จริง ทำให้หลายฝ่ายเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาทางแก้ไขปัญหา เพื่อให้โครงการดังกล่าวสามารถกลับมาใช้ประโยชน์เพื่อประชาชนได้ตามวัตถุประสงค์เดิม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม