กมธ.พลังงาน วุฒิสภา แฉรัฐซุกต้นทุนค่าไฟแฝง 50-90 สตางค์ต่อหน่วย
กมธ.พลังงาน วุฒิสภา แฉรัฐซุกต้นทุนค่าไฟแฝง 50-90 สตางค์

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 22 มิถุนายน 2569 นายพรเพิ่ม ทองศรี สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพลังงาน วุฒิสภา แถลงที่อาคารรัฐสภา ถึงกรณีต้นทุนค่าไฟฟ้าแฝง ว่า ค่าไฟฟ้าที่ประชาชนจ่ายปัจจุบันไม่ได้ประกอบด้วยต้นทุนการผลิตไฟฟ้าอย่างเดียว ยังมีต้นทุนแฝงจากนโยบายภาครัฐ และโครงสร้างระบบไฟฟ้าที่สะสมเป็นเวลานาน ถูกผลักภาระรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าของประชาชน

พบต้นทุนแฝง 50-90 สตางค์ต่อหน่วย

จากการศึกษาของ กมธ.พลังงาน พบค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 4.18 บาทต่อหน่วย ที่ประชาชนจ่ายในปัจจุบันมีต้นทุนแฝง 50-90 สตางค์ต่อหน่วย หรือร้อยละ 12-22 ของค่าไฟทั้งหมด ต้นทุนแฝงสำคัญ 4 ประการ ได้แก่

  • ค่าความพร้อมจ่ายโรงไฟฟ้าและกำลังผลิตสำรองส่วนเกิน เป็นภาระสูงสุด คิดเป็น 30-50 สตางค์ต่อหน่วย เกิดจากสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแบบไม่ใช้ก็ต้องจ่ายที่ภาครัฐทำไว้กับโรงไฟฟ้าเอกชน ทำให้ประเทศไทยมีกำลังผลิตสำรองสูงกว่าความจำเป็น
  • ภาระนโยบายส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน 15-25 สตางค์ต่อหน่วย เกิดจากการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในอดีตที่ให้เงินสนับสนุนในอัตราสูง
  • ค่าไฟฟ้าสาธารณะและการอุดหนุนข้ามกลุ่ม 5-10 สตางค์ต่อหน่วย อาทิ ค่าไฟถนน ไฟทางหลวง ระบบสูบน้ำป้องกันน้ำท่วม การช่วยเหลือผู้ใช้ไฟบางกลุ่ม ถูกนำมารวมในต้นทุนค่าไฟให้ประชาชนมีส่วนร่วมจ่ายค่าไฟสาธารณะผ่านบิลค่าไฟ
  • ภาระหนี้สะสมจากการตรึงค่าไฟในอดีต 10-20 สตางค์ต่อหน่วย เกิดจากภาครัฐเคยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) รับภาระต้นทุนเชื้อเพลิงแทนประชาชนช่วงวิกฤตพลังงาน ต้องทยอยเรียกคืนผ่านค่าเอฟที (Ft)

กมธ.พลังงาน เสนอ 5 แนวทางแก้ไข

นายพรเพิ่มกล่าวว่า ในกรณีค่าไฟฟ้าสาธารณะ กมธ.พลังงาน เห็นว่าควรแยกออกจากค่าไฟของประชาชนอย่างชัดเจน เพราะปัจจุบันประชาชนทุกครัวเรือนต้องร่วมรับภาระโดยไม่ทราบรายละเอียด กมธ.พลังงาน มี 5 เสนอแนะดังนี้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  1. ควรเปิดเผยต้นทุนค่าไฟอย่างโปร่งใส แยกให้ชัดส่วนใดเป็นต้นทุนการผลิตจริง ส่วนใดเป็นต้นทุนเชิงนโยบาย
  2. แก้ปัญหาค่าความพร้อมจ่ายและกำลังผลิตสำรองล้นเกิน โดยเจรจาปรับเงื่อนไขสัญญาโรงไฟฟ้า และบริหารกำลังผลิตให้สอดคล้องความต้องการใช้ไฟฟ้าจริง
  3. ปฏิรูประบบส่งเสริมพลังงานสะอาดเป็นระบบแข่งขันราคา แทนการอุดหนุนแบบคงที่ ลดภาระค่าไฟในระยะยาว
  4. ยกเลิกการแฝงต้นทุนค่าไฟสาธารณะในค่าไฟของประชาชน ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายโดยตรง
  5. เปลี่ยนการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเป็นการช่วยเหลือแบบตรงเป้าหมาย ผ่านระบบสวัสดิการแห่งรัฐ แทนการนำภาระไปเฉลี่ยให้ผู้ใช้ไฟทุกคนร่วมรับผิดชอบ เพื่อให้ค่าไฟลดลงอย่างยั่งยืน เป็นธรรมมากขึ้น

นายพรเพิ่มระบุทิ้งท้ายว่า กมธ.พลังงาน จะตั้งคณะทำงานพิจารณาติดตามเรื่องดังกล่าว