นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึงการผ่านร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีว่า การปฏิรูปงบประมาณที่มุ่งเน้นเพียงการตัดรายจ่ายบุคลากรนั้นไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง เพราะเป็นการรักษาตามอาการมากกว่าแก้ที่ต้นเหตุ ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่การจัดเก็บรายได้ของรัฐซึ่งมีฐานภาษีแคบผิดปกติ
ฐานภาษีแคบ ปัญหาโครงสร้างรายได้รัฐ
ข้อมูลจากสำนักงบประมาณของรัฐสภาระบุว่า ประเทศไทยมีกำลังแรงงานประมาณ 40.53 ล้านคน แต่มีผู้ยื่นแบบภาษีเพียง 11.88 ล้านคน และเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว มีผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจริงเพียง 4.73 ล้านคน หรือประมาณ 11.67% ของกำลังแรงงานเท่านั้น ภาระภาษียังกระจุกตัว โดยผู้มีเงินได้สุทธิเกิน 1 ล้านบาทต่อปีซึ่งมีเพียง 4 แสนคน หรือ 8.44% ของผู้เสียภาษี กลับจ่ายภาษีถึง 72.8% ของมูลค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งหมด ขณะที่แรงงานนอกระบบเกือบ 21 ล้านคนอยู่นอกฐานภาษีเกือบสมบูรณ์ สอดคล้องกับขนาดเศรษฐกิจนอกระบบของไทยที่สูงถึง 42.5% ของ GDP
นายพชรกล่าวว่า "นี่คือหลักฐานว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของรายได้รัฐไทยไม่ใช่อัตราภาษีต่ำเกินไป แต่คือฐานภาษีที่แคบเกินไป ระบบภาษีที่ดีคือระบบที่กว้างและเป็นธรรม ไม่ใช่ระบบที่แคบแต่อัตราสูง เราต้องทำให้ทุกคนเสียภาษีในอัตราที่เหมาะสมกับความสามารถ"
การพึ่งพาภาษีทางอ้อมและหนี้สาธารณะ
ฐานภาษีที่แคบยังสะท้อนความไม่เป็นธรรมเมื่อรัฐต้องพึ่งภาษีทางอ้อมซึ่งมีลักษณะถดถอย โดยข้อมูลปีภาษี 2567 ระบุว่าไทยพึ่งพาภาษีทางอ้อมถึง 50.28% ของรายได้ภาครัฐ ขณะที่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคิดเป็นเพียง 12.58% ผู้มีรายได้น้อยจึงแบกภาระภาษีในสัดส่วนสูงผ่านการบริโภค ส่วนหนี้สาธารณะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 65.71% ของ GDP ใกล้เพดานกรอบวินัยการคลังที่ 70%
แนวโน้มรายได้รัฐลดลงเมื่อเทียบกับ GDP
รายงานของสำนักงบประมาณของรัฐสภา คาดว่ารายได้จัดเก็บรวมจะเพิ่มจาก 3,507,479 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2569 เป็น 3,844,934 ล้านบาทในปี 2573 แต่สัดส่วนรายได้จัดเก็บต่อ GDP ลดลงจาก 18.11% เหลือ 16.97% ขณะที่รายได้สุทธิหลังหักจัดสรรต่อ GDP ลดจาก 15.02% เหลือ 14.16% สะท้อนว่า GDP ขยายตัวสูงกว่าการเติบโตของรายได้ภาษี โดยรายได้จัดเก็บโตเฉลี่ยเพียง 2.32% ต่อปี ซึ่งหมายถึงขีดความสามารถทางการคลังของรัฐบาลมีแนวโน้มลดลงในระยะกลาง
ปัญหาการใช้จ่ายงบประมาณด้านการศึกษา
ข้อมูลจาก IMD World Competitiveness Ranking 2026 แม้อันดับความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของไทยขยับจากอันดับ 30 มาอยู่ที่ 26 และอันดับการศึกษาขึ้น 3 อันดับมาอยู่ที่ 52 แต่ทักษะภาษาต่างประเทศของคนไทยร่วงลง 5 อันดับ และทักษะแรงงานระดับสูงร่วงลงถึง 8 อันดับ นายพชรกล่าวว่า "เราทำได้ดีในเรื่องที่วัดง่าย เช่น อัตราการรู้หนังสือที่ขยับขึ้น 9 อันดับ หรือเงินที่ใช้จ่ายต่อนักเรียนที่ดีขึ้น 5 อันดับ แต่พอเป็นเรื่องที่ตลาดแรงงานต้องการจริง ๆ คือภาษาอังกฤษและทักษะระดับสูง เรากลับถอยหลัง นี่คือหลักฐานชัดเจนว่าการลงทุนด้านการศึกษาของเรายังไม่ตรงจุด"
ข้อเสนอปฏิรูประบบภาษี 3 แนวทาง
นายพชรเสนอให้ปฏิรูประบบภาษีใน 3 แนวทาง ได้แก่ 1) ขยายฐานผู้เสียภาษีผ่านระบบดิจิทัล ให้ทุกธุรกรรมผ่าน e-Payment กลายเป็นข้อมูลภาษีอัตโนมัติ ดึงเศรษฐกิจนอกระบบและแรงงานเกือบ 21 ล้านคนเข้าสู่ฐานภาษี 2) รักษาความเสมอภาคของระบบภาษี ห้ามยกเว้นภาษีเป็นรายกรณีเพื่อผลประโยชน์เฉพาะ 3) ปรับโครงสร้างภาษีให้ลดความเหลื่อมล้ำ รักษาโครงสร้างขั้นบันไดของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ขณะที่การลดภาษีนิติบุคคลต้องผูกกับเงื่อนไขการลงทุนจริง
วางรากฐานประเทศ 5 ด้าน
ปลายทางของการปฏิรูปต้องวางรากฐานประเทศ 5 ด้าน ได้แก่ ระบบยุติธรรมและความปลอดภัย ระบบสาธารณสุข ระบบการศึกษา ระบบคมนาคม และระบบสังคมที่ส่งเสริมความแข็งแกร่งของครอบครัว ซึ่งปัจจุบันไทยขาดพร้อมกันทุกด้าน โดยดัชนี WJP ด้านการเลือกปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรมเพิ่มเกือบสามเท่าในปีที่ผ่านมา ทักษะแรงงานระดับสูงร่วง 8 อันดับ และหนี้ครัวเรือนพุ่งถึง 86.7% ของ GDP นายพชรสรุปว่า "โจทย์การปฏิรูปงบประมาณวันนี้คือ ต้องปรับวิธีการหารายได้ ขยายฐานภาษี และจัดสรรทรัพยากรให้ตอบโจทย์รากฐานทั้ง 5 ด้านของประเทศอย่างเป็นธรรม"



