เฟดคงดอกเบี้ย 3.50%-3.75% แต่ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ 1 ครั้ง
เฟดคงดอกเบี้ย 3.50%-3.75% ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยปีนี้

ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด มีมติเอกฉันท์ครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีก่อน ในการประชุมนัดแรกของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.50%-3.75% แต่ส่งสัญญาณเข้มงวดมากขึ้น โดยมีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งภายในปีนี้ สะท้อนมุมมองเหยี่ยว (Hawkish) ต่อเงินเฟ้อที่ยังเป็นความกังวลหลัก

มติเอกฉันท์คงดอกเบี้ย แต่ส่งสัญญาณ Hawkish

ในการประชุมเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 4 ติดต่อกันในปีนี้ และเป็นครั้งแรกของประธานเฟดคนใหม่ ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.50%-3.75% อย่างไรก็ตาม แนวโน้มที่เฟดใกล้ที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งภายในปีนี้ปรากฏชัดเจน จากเดิมในการประชุมเดือนมีนาคม เฟดเคยคาดว่าจะลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปี 2026 แต่ล่าสุดได้ปรับมุมมองเป็นเข้มงวดมากขึ้น

Dot Plot สะท้อนมุมมอง Hawkish

Dot Plot ซึ่งเป็นแผนภาพแสดงประมาณการอัตราดอกเบี้ยของเจ้าหน้าที่เฟด 18 คน สะท้อนมุมมอง Hawkish มากขึ้น โดย 8 คนมองว่าควรคงดอกเบี้ยทั้งปี 3 คนมองว่าควรขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง 5 คนมองว่าควรขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง และ 1 คนมองว่าควรขึ้นดอกเบี้ยถึง 4 ครั้ง ขณะที่คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ณ สิ้นปีอยู่ที่ 3.8% เพิ่มขึ้นจาก 3.4% ในประมาณการเมื่อเดือนมีนาคม

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เงินเฟ้อยังคงเป็นความกังวลหลัก

เฟดปรับคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปปีนี้ขึ้นเป็น 3.6% จากเดิม 2.7% และเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ปรับขึ้นเป็น 3.3% จากเดิม 2.7% ขณะที่ดัชนี CPI เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 4.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงสุดในรอบ 3 ปี โดยได้รับแรงหนุนจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ดัชนี PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ ยังคงอยู่ในระดับสูงเช่นกัน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ปรับลดคาดการณ์ GDP ปีนี้

เฟดปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2026 เหลือ 2.2% จากเดิม 2.4% ขณะที่คาดว่าอัตราว่างงานจะอยู่ที่ 4.3% ใกล้เคียงระดับปัจจุบัน เฟดระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังขยายตัวในระดับแข็งแกร่ง แม้จะเผชิญความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงหนัก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบในวันพุธ (18 มิ.ย.) โดยดัชนีดาวโจนส์ร่วง 507.12 จุด หรือ 0.98% ปิดที่ 51,492.55 จุด หลังจากระหว่างวันเคยทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน ขณะที่ S&P 500 ลดลง 1.21% ปิดที่ 7,420.10 จุด และ Nasdaq ร่วง 1.34% ปิดที่ 26,021.66 จุด แรงขายกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ นำโดย Microsoft, Meta, Alphabet และ Amazon ส่วน SpaceX ซึ่งเพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับตัวลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ IPO

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่ง

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี พุ่งขึ้นมากกว่า 16 จุดพื้นฐาน (Basis Points) แตะระดับ 4.216% หลังผลการประชุมเผยแพร่ คลอเดีย ซาห์ม หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก New Century Advisors ระบุว่า ตลาดตอบสนองต่อ Dot Plot ที่มีลักษณะ Hawkish มากกว่าที่คาด โดยสะท้อนว่าภาพรวมเงินเฟ้อกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

คาด SET แกว่ง Sideways

ด้าน Finansia Syrus Securities มีมุมมองต่อตลาดหุ้นในประเทศ (SET Index) คาดแกว่ง Sideways ในกรอบ 1,575–1,595 จุด หลังผลประชุมเฟดออกมา Hawkish มากกว่าคาด แม้จะคงดอกเบี้ยตามคาดก็ตาม ซึ่ง Dot Plot สะท้อนโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในปี 2026 มากขึ้น ส่งผลให้ Bond Yield สหรัฐฯ ปรับขึ้นแรงและกดดันสินทรัพย์เสี่ยงระยะสั้น

ปัจจัยขับเคลื่อนตลาด

เฟดส่งสัญญาณให้น้ำหนักกับการควบคุมเงินเฟ้อมากกว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ตลาดเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยและหนุน Bond Yield สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันยังทรงตัวต่ำกว่า 80 เหรียญ/บาร์เรล จากความคาดหวังต่อข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน ยังคงเป็นบวกต่อกลุ่ม Domestic/Consumption Play คาดว่ายังทยอยเกิด Sector Rotation

อัตราแลกเปลี่ยนประจำวันที่ 17 มิถุนายน 2569

  • USD: อัตราซื้อ 32.2938 บาท, อัตราขาย 32.6918 บาท
  • GBP: อัตราซื้อ 43.1509 บาท, อัตราขาย 44.0820 บาท
  • EUR: อัตราซื้อ 37.3214 บาท, อัตราขาย 38.0994 บาท
  • JPY: อัตราซื้อ 19.9222 บาท, อัตราขาย 20.6462 บาท
  • HKD: อัตราซื้อ 4.1068 บาท, อัตราขาย 4.1851 บาท