นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะจังหวัดตาก ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านการค้า การขนส่ง และการลงทุนชายแดน และมีชาวต่างชาติลงทุนจำนวนมาก โดยร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง 4 แห่ง ที่ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจถือครองที่ดิน และโรงงานแปรรูปและรับซื้อบุก
การตรวจสอบเชิงลึก 4 ธุรกิจเสี่ยง
การตรวจสอบครั้งนี้มุ่งเน้นธุรกิจที่ต้องห้ามสำหรับคนต่างด้าวตามกฎหมาย ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การถือครองที่ดิน และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ โดยทีมงานได้ตรวจสอบข้อมูลสำคัญ เช่น สถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ โครงสร้างผู้ถือหุ้น กรรมการบริษัท แหล่งที่มาของเงินลงทุน เอกสารทางบัญชี การเสียภาษี และการบริหารจัดการกิจการ เพื่อพิสูจน์ความเป็นเจ้าของธุรกิจที่แท้จริง รวมถึงตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างผู้ถือหุ้นไทยและต่างชาติว่าเข้าข่ายการถือหุ้นแทนหรือไม่
นอกจากนี้ สำนักงานที่ดินจังหวัดตากได้ร่วมตรวจสอบสิทธิการถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ส่วนสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดตากได้ตรวจสอบใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน เพื่อใช้ประกอบการวิเคราะห์เชิงลึกในขั้นตอนต่อไป
สถิติการถือหุ้นของต่างชาติในจ.ตาก
จากการตรวจสอบพบว่า จังหวัดตากมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 3,244 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 14,466 ล้านบาท โดยอำเภอแม่สอดมีนิติบุคคลตั้งอยู่ถึง 2,080 ราย คิดเป็น 64% ของนิติบุคคลทั้งหมด จากการวิเคราะห์โครงสร้างการถือหุ้น พบว่า นิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้นกับคนไทยไม่เกิน 49.99% มีจำนวน 224 ราย กระจุกตัวอยู่ในอำเภอแม่สอด 203 ราย ขณะที่นิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป มี 10 ราย ซึ่งครึ่งหนึ่งอยู่ในอำเภอแม่สอดเช่นกัน
ผลกระทบและมาตรการทางกฎหมาย
หากพบว่าคนไทยเป็นเพียงผู้ถือหุ้นในนาม ไม่มีส่วนร่วมในการลงทุน ไม่มีอำนาจบริหารจัดการ หรือใช้เงินทุนของชาวต่างชาติในการซื้อหุ้น อาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งมีโทษทั้งจำคุกและปรับ
นายพูนพงษ์กล่าวว่า “การตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยงในจังหวัดตาก เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเชิงรุกของกรมในการป้องกันและปราบปรามการใช้นอมินีถือครองธุรกิจของคนต่างด้าว โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน ที่การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศขยายตัวรวดเร็ว การปราบปรามนอมินีไม่ใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมาย แต่เป็นการรักษาความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ คุ้มครองผู้ประกอบการไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับการลงทุนของไทยในระยะยาว”
ความสำคัญของการป้องกันนอมินี
การใช้นอมินีถือครองธุรกิจของคนต่างด้าวเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่มีการลงทุนข้ามชาติสูง การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดจะช่วยสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน และปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย รวมถึงป้องกันการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่เป็นธรรม



