คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินจำนวน 5 แสนล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยมีรายละเอียดการดำเนินงานที่ครอบคลุมหลายด้าน
รายละเอียดของ พ.ร.ก.กู้เงิน
พ.ร.ก.ฉบับนี้กำหนดวงเงินกู้รวม 5 แสนล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนแรกจำนวน 3 แสนล้านบาท สำหรับใช้ในการเยียวยาและชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด ส่วนที่สองจำนวน 1.5 แสนล้านบาท สำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม และส่วนที่สามจำนวน 5 หมื่นล้านบาท สำหรับการพัฒนาระบบสาธารณสุขและความมั่นคงของประเทศ
วัตถุประสงค์ของการกู้เงิน
การกู้เงินครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นจากการระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้เกิดการว่างงาน รายได้ลดลง และธุรกิจหลายประเภทต้องหยุดชะงัก โดยรัฐบาลมีแผนที่จะนำเงินไปใช้ในโครงการต่างๆ เช่น การแจกเงินช่วยเหลือประชาชน การสนับสนุนผู้ประกอบการ และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข
มาตรการเยียวยา
ในส่วนของมาตรการเยียวยา รัฐบาลจะเน้นการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และผู้พิการ รวมถึงการจ่ายเงินชดเชยให้กับแรงงานในระบบประกันสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้างหรือหยุดงาน นอกจากนี้ยังมีโครงการจ้างงานเร่งด่วนเพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ต่างๆ
การฟื้นฟูเศรษฐกิจ
สำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ รัฐบาลจะให้การสนับสนุนธุรกิจ SMEs ที่ได้รับผลกระทบผ่านการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การลดภาษี และการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ รวมถึงการลงทุนในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว
การพัฒนาระบบสาธารณสุข
ส่วนของการพัฒนาระบบสาธารณสุข เงินกู้จะถูกนำไปใช้ในการจัดหาวัคซีน ยารักษาโรค และอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยและการป้องกันการระบาดในอนาคต
การดำเนินการต่อไป
หลังจากที่ ครม. อนุมัติหลักการแล้ว พ.ร.ก.ฉบับนี้จะถูกส่งต่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อตรวจสอบและร่างเป็นกฎหมาย จากนั้นจะเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ คาดว่าจะสามารถบังคับใช้ได้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การกู้เงินครั้งนี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยเหลือประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 และขอให้ประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลจะใช้เงินอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพสูงสุด



