เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2568 พรรคก้าวไกลได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญผ่านสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ศาลตีความคำวินิจฉัยที่ 3/2567 ซึ่งมีผลให้ยุบพรรคก้าวไกลเมื่อปีที่แล้ว โดยอ้างว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยเฉพาะมาตรา 49 ที่ว่าด้วยการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
รายละเอียดคำร้อง
นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล เปิดเผยว่า คำร้องนี้มีสาระสำคัญคือขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าคำวินิจฉัยที่ 3/2567 ที่สั่งยุบพรรคนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 49 เนื่องจากเป็นการตีความที่กว้างเกินไปและไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ส่งผลให้พรรคการเมืองถูกยุบโดยไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ยังขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวด้วย
นายชัยธวัชกล่าวว่า "คำวินิจฉัยที่ 3/2567 สร้างบรรทัดฐานที่เป็นอันตรายต่อระบบประชาธิปไตย เพราะเปิดช่องให้ยุบพรรคการเมืองได้เพียงเพราะมีนโยบายที่แตกต่างจากรัฐบาล ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้มีพรรคการเมืองที่หลากหลาย"
ผลกระทบทางการเมือง
การยื่นคำร้องครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่พรรคก้าวไกลถูกยุบเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เห็นว่าพรรคมีพฤติกรรมล้มล้างการปกครอง จากการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ส่งผลให้กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี และสมาชิกพรรคต้องย้ายไปสังกัดพรรคใหม่
นักวิเคราะห์มองว่าการยื่นคำร้องนี้เป็นความพยายามของพรรคก้าวไกลในการฟื้นฟูสถานะทางการเมือง แม้จะมีความเป็นไปได้น้อยที่ศาลจะกลับคำวินิจฉัย แต่ก็อาจสร้างแรงกดดันต่อกระบวนการยุติธรรมและเปิดโอกาสให้มีการทบทวนบรรทัดฐานการยุบพรรคในอนาคต
ปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ
ด้านนายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การยื่นคำร้องขอให้ตีความคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ตามกฎหมาย แต่โอกาสที่ศาลจะรับคำร้องไว้พิจารณามีน้อย เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลถือเป็นที่สุดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 216
ขณะที่แกนนำพรรคเพื่อไทยบางส่วนแสดงความเห็นว่าการยื่นคำร้องครั้งนี้เป็นสิทธิของพรรคก้าวไกล แต่ก็เตือนว่าอย่าทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมมากขึ้น
แนวโน้มในอนาคต
ศาลรัฐธรรมนูญมีเวลา 30 วันในการพิจารณาว่าจะรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาหรือไม่ หากรับคำร้อง จะต้องมีการไต่สวนและวินิจฉัยภายใน 90 วัน ซึ่งอาจยืดเยื้อไปจนถึงกลางปี 2568
กรณีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างอำนาจตุลาการกับฝ่ายการเมืองที่ยังคงดำเนินอยู่ โดยเฉพาะในประเด็นการตีความรัฐธรรมนูญที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเมืองไทยในระยะยาว



