ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่สมาคมนักลงทุนเนวินและพวก ยื่นฟ้องคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กระทรวงการคลัง และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรณีที่ ก.ล.ต. ไม่ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อระงับการเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท
รายละเอียดคดีและคำพิพากษา
คดีนี้มีผู้ฟ้องคดีหลักคือ นายเนวิน อินทรจำนงค์ ในฐานะนายกสมาคมนักลงทุนเนวิน โดยยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2565 ต่อศาลปกครองกลาง ข้อหาว่า ก.ล.ต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 โดยเฉพาะมาตรา 36 และมาตรา 37 ซึ่งให้อำนาจ ก.ล.ต. ในการสั่งระงับการเสนอขายหลักทรัพย์หากพบว่ามีข้อมูลเท็จหรือไม่ครบถ้วน
สมาคมนักลงทุนเนวินอ้างว่า EA มีการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่อาจไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะเรื่องรายได้และลูกหนี้การค้า ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนเข้าใจผิด แต่ ก.ล.ต. กลับไม่ออกคำสั่งใดๆ ทำให้หุ้นกู้ของ EA ถูกเสนอขายได้สำเร็จ ส่งผลให้นักลงทุนได้รับความเสียหายในเวลาต่อมา เมื่อ EA ประสบปัญหาทางการเงินและไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด
ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2566 ยกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่า ก.ล.ต. มีดุลพินิจในการพิจารณาและไม่ได้ละเลยหน้าที่ เนื่องจากในขณะนั้น EA ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ และ ก.ล.ต. ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสั่งระงับการเสนอขาย ผู้ฟ้องคดีจึงยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด
ศาลปกครองสูงสุดยืนตามศาลชั้นต้น
ศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาคำอุทธรณ์แล้ว มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ยืนตามศาลปกครองกลาง โดยให้เหตุผลว่า การที่ ก.ล.ต. ไม่ได้ใช้อำนาจสั่งระงับการเสนอขายหุ้นกู้ EA ในขณะนั้น เป็นการใช้ดุลพินิจที่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากข้อเท็จจริงที่นำเสนอโดยผู้ฟ้องคดีไม่เพียงพอที่จะชี้ชัดว่ามีการกระทำผิดกฎหมายหรือมีความเสียหายร้ายแรงที่ต้องระงับการเสนอขายทันที
นอกจากนี้ ศาลยังชี้ว่า ก.ล.ต. ได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างเหมาะสม โดยมีการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งต่อมาเมื่อพบว่ามีความผิดปกติ ก.ล.ต. ก็ได้ดำเนินการทางวินัยและทางแพ่งกับ EA และผู้บริหารตามกฎหมายแล้ว
“ศาลเห็นว่า ก.ล.ต. มิได้ละเลยหน้าที่ แต่ได้ใช้ดุลพินิจโดยชอบด้วยกฎหมายและหลักการกำกับดูแลที่เหมาะสม” คำพิพากษาระบุ
ผลกระทบต่อนักลงทุนและข้อเสนอแนะ
คำพิพากษานี้สร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนที่ซื้อหุ้นกู้ EA และได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะผู้ที่ลงทุนผ่านการเสนอขายในช่วงปี 2564-2565 ซึ่งมูลหนี้รวมกว่า 2.8 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม ศาลได้ให้ข้อสังเกตว่าผู้เสียหายสามารถใช้สิทธิทางแพ่งในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจาก EA และผู้บริหารได้โดยตรง
ด้านนายเนวิน อินทรจำนงค์ กล่าวหลังจากทราบคำพิพากษาว่า “แม้ศาลจะยกฟ้อง แต่คดีนี้ได้เปิดประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการกำกับดูแลตลาดทุนไทย โดยเฉพาะอำนาจของ ก.ล.ต. ในการคุ้มครองผู้ลงทุน ซึ่งควรได้รับการทบทวนเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต”
เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับปรุงกฎหมายหลักทรัพย์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยเฉพาะการให้อำนาจ ก.ล.ต. ในการสั่งระงับการเสนอขายหลักทรัพย์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูล



