ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินจำนวน 5 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 53 และ 58 ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอ
รายละเอียดคำวินิจฉัย
ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาข้อโต้แย้งที่ว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวขัดต่อหลักความจำเป็นเร่งด่วนและหลักการคลัง แต่ศาลเห็นว่าสถานการณ์โควิด-19 เป็นวิกฤตที่ต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน การกู้เงินจึงเป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 53 ที่กำหนดให้การกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตต้องเป็นไปตามกฎหมาย
นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยว่าการกู้เงินดังกล่าวไม่ขัดต่อมาตรา 58 ที่ว่าด้วยการรักษาวินัยการเงินการคลัง เนื่องจากรัฐบาลมีแผนชำระคืนที่ชัดเจนและไม่กระทบต่อฐานะการคลังในระยะยาว
ผลกระทบต่อนโยบายการเงิน
คำวินิจฉัยนี้ทำให้รัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายการเงินต่อไปได้โดยไม่ติดขัด โดยเฉพาะการเยียวยาประชาชนและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณกว่า 4 แสนล้านบาทในการเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ รัฐบาลได้จัดสรรเงินกู้ไปแล้วบางส่วน เช่น โครงการคนละครึ่ง โครงการเราชนะ และโครงการช้อปดีมีคืน ซึ่งมีผู้ได้รับประโยชน์รวมกว่า 50 ล้านคน
ปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ
ฝ่ายค้านและนักวิชาการบางส่วนยังคงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการกู้เงินจำนวนมากอาจสร้างภาระหนี้สาธารณะในอนาคต แต่รัฐบาลยืนยันว่ามีแผนบริหารหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า "การกู้ครั้งนี้เพื่อช่วยคนไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตไปได้ หนี้ที่เกิดขึ้นจะถูกชำระคืนเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว"
ด้านผู้ตรวจการแผ่นดินยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และระบุว่าจะไม่มีการดำเนินการทางกฎหมายใดๆ ต่อพ.ร.ก.นี้อีก



