นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสอบสวนกรณีทุจริตในโครงการไทยนิยมยั่งยืน หลังจากพบหลักฐานชัดแจ้ง โดยนายกรัฐมนตรีมั่นใจว่าจะได้ข้อสรุปโดยเร็ว และย้ำว่าการกระทำดังกล่าวไม่เป็นที่ยอมรับ
คำสั่งนายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้เกี่ยวข้อง ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยด่วน เนื่องจากมีรายงานว่ามีการทุจริตในโครงการดังกล่าว ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
“เราจะไม่ยอมให้มีการทุจริตในโครงการของรัฐ โดยเฉพาะโครงการที่มุ่งช่วยเหลือประชาชน” นายกรัฐมนตรีกล่าว พร้อมย้ำว่าหากพบผู้กระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
ป.ป.ช. เตรียมขยายผล
นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ป.ป.ช. ได้รับข้อมูลจากหลายช่องทาง และกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขยายผลเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจมีส่วนรู้เห็น
“เบื้องต้นพบความผิดปกติในหลายพื้นที่ มูลค่าความเสียหายเบื้องต้นประมาณ 200 ล้านบาท” เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าว และยืนยันว่าจะดำเนินการให้เร็วที่สุด
รายละเอียดโครงการไทยนิยมยั่งยืน
โครงการไทยนิยมยั่งยืนเป็นโครงการของรัฐบาลที่มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก สร้างอาชีพและรายได้ให้กับชุมชน ผ่านการสนับสนุนงบประมาณและองค์ความรู้ โดยมีงบประมาณรวมกว่า 10,000 ล้านบาท ดำเนินการในหลายจังหวัดทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าการดำเนินโครงการในบางพื้นที่มีปัญหาเรื่องความโปร่งใส โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างและการเบิกจ่ายงบประมาณที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์
ปฏิกิริยาจากฝ่ายค้าน
นายชัยธวัช ตุลาธน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ตนได้ติดตามเรื่องนี้มานาน และยินดีที่รัฐบาลเริ่มให้ความสำคัญ แต่ก็ต้องจับตาดูว่าการสอบสวนจะโปร่งใสหรือไม่
“เราจะติดตามการทำงานของ ป.ป.ช. อย่างใกล้ชิด เพราะที่ผ่านมามักจะล่าช้าหรือไม่เอาผิดคนใหญ่คนโต” นายชัยธวัชกล่าว
มาตรการป้องกันในอนาคต
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นอกจากจะสอบสวนกรณีนี้แล้ว ยังจะมีการทบทวนมาตรการป้องกันการทุจริตในโครงการอื่นๆ ด้วย โดยจะนำระบบเทคโนโลยีมาใช้ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
“เราจะเดินหน้าปฏิรูปการบริหารจัดการงบประมาณ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและโปร่งใส” นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้าย



