ตำรวจไซเบอร์รวบหนุ่มหลอกขายนาฬิกาหรูผ่านเฟซบุ๊ก มูลค่าความเสียหายกว่า 5 ล้าน
ตำรวจไซเบอร์รวบหนุ่มหลอกขายนาฬิกาหรู มูลค่าเสียหาย 5 ล้าน

ตำรวจไซเบอร์ประสบความสำเร็จในการจับกุมชายหนุ่มวัย 27 ปี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีหลอกลวงขายนาฬิกาหรูผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยมีการสร้างความเสียหายให้กับผู้เสียหายเป็นมูลค่ารวมกว่า 5 ล้านบาท

รายละเอียดการจับกุม

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ตำรวจไซเบอร์) ได้แถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหา คือ นายสมชาย (นามสมมติ) อายุ 27 ปี ซึ่งถูกจับกุมได้ที่บ้านพักในจังหวัดนนทบุรี พร้อมของกลางนาฬิกาหรูหลายเรือนและโทรศัพท์มือถือที่ใช้ในการก่อเหตุ

พฤติกรรมการก่อเหตุ

ผู้ต้องหาใช้เฟซบุ๊กปลอมในการโพสต์ขายนาฬิกาหรูแบรนด์ดัง เช่น โรเล็กซ์ ปาเต็ก ฟิลิปป์ และโอเมกา ในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด เพื่อล่อลวงผู้ซื้อ เมื่อมีผู้สนใจติดต่อซื้อ ผู้ต้องหาจะขอให้โอนเงินค่ามัดจำหรือค่าสินค้าเต็มจำนวน แล้วส่งนาฬิกาปลอมหรือไม่ส่งสินค้าเลย พร้อมทั้งบล็อกผู้เสียหายหลังจากได้รับเงิน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

จากการสืบสวนพบว่าผู้ต้องหาก่อเหตุมาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ครั้ง มีผู้เสียหายหลายรายทั่วประเทศ ความเสียหายรวมกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งผู้ต้องหาได้นำเงินไปใช้จ่ายส่วนตัวและเล่นการพนันออนไลน์

ประวัติผู้ต้องหา

นายสมชายเคยถูกดำเนินคดีในข้อหาหลอกลวงประชาชนมาก่อนหน้านี้ แต่ได้รับการประกันตัวและหลบหนีไปก่อเหตุซ้ำอีก โดยครั้งนี้ตำรวจได้รวบรวมหลักฐานจนสามารถขอหมายจับจากศาลและติดตามจับกุมตัวได้ในที่สุด

คำเตือนจากตำรวจ

พล.ต.ท.วรวัฒน์ กล่าวเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะสินค้าที่มีราคาสูง ควรตรวจสอบร้านค้าและประวัติผู้ขายให้แน่ชัด รวมถึงควรเลือกซื้อจากร้านค้าที่มีหน้าร้านจริงหรือมีประวัติการขายที่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการโอนเงินล่วงหน้าโดยไม่ได้รับสินค้าตามที่ตกลง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

สำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อสามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือผ่านสายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ผู้ต้องหาถูกแจ้งข้อหา "ฉ้อโกง" และ "นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์" ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

คดีนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ประชาชนต้องเพิ่มความระมัดระวังในการทำธุรกรรมออนไลน์ โดยเฉพาะในช่วงที่การซื้อขายผ่านโซเชียลมีเดียได้รับความนิยมมากขึ้น