เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ IoT เพื่อการเกษตรอัจฉริยะในประเทศไทย
IoT เพื่อการเกษตรอัจฉริยะในประเทศไทย

นวัตกรรมด้าน Internet of Things (IoT) เพื่อการเกษตรอัจฉริยะได้ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรของประเทศให้ทันสมัยยิ่งขึ้น เทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยให้เกษตรกรสามารถตรวจสอบและควบคุมปัจจัยต่างๆ ในแปลงเพาะปลูกได้แบบเรียลไทม์ ผ่านระบบเซ็นเซอร์และอุปกรณ์อัจฉริยะที่เชื่อมต่อกันผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

รายละเอียดของนวัตกรรม

ระบบ IoT ที่นำเสนอนี้ประกอบด้วยเซ็นเซอร์วัดความชื้นในดิน อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ และปริมาณแสงแดด ซึ่งจะส่งข้อมูลไปยังศูนย์ควบคุมผ่านระบบคลาวด์ เกษตรกรสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ผ่านสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ เพื่อตัดสินใจในการให้น้ำ ให้ปุ๋ย หรือควบคุมสภาพแวดล้อมในโรงเรือนได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ ระบบยังมีฟังก์ชันการทำงานอัตโนมัติ เช่น การเปิด-ปิดระบบน้ำหยดตามค่าความชื้นในดินที่ตั้งไว้ หรือการปรับอุณหภูมิในโรงเรือนเมื่อถึงเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งช่วยลดการใช้ทรัพยากรและแรงงานคนได้อย่างมาก

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ประโยชน์ต่อเกษตรกร

เทคโนโลยีนี้คาดว่าจะช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรได้ถึง 30% และลดต้นทุนการผลิตลงได้ประมาณ 20% โดยเฉพาะในเรื่องการจัดการน้ำและปุ๋ย ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อต้นทุนการเพาะปลูก

นายสมชาย เกษตรกรผู้ทดลองใช้ระบบกล่าวว่า "แต่ก่อนต้องเดินตรวจแปลงทุกวัน ตอนนี้แค่ดูในมือถือก็รู้ว่าต้นไม้ต้องการอะไร ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้เยอะ"

การสนับสนุนจากภาครัฐ

โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยมีแผนจะขยายผลไปยังกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศภายใน 3 ปีข้างหน้า พร้อมทั้งจัดอบรมการใช้งานระบบให้แก่เกษตรกรที่สนใจ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาแพลตฟอร์มให้เชื่อมโยงกับตลาดกลางสินค้าเกษตรออนไลน์ เพื่อให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

อนาคตของการเกษตรไทย

การนำ IoT มาใช้ในการเกษตรถือเป็นก้าวสำคัญสู่การเป็น Thailand 4.0 ในภาคการเกษตร ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก เกษตรกรรุ่นใหม่ที่สนใจเทคโนโลยีสามารถเข้าร่วมโครงการและรับคำปรึกษาได้จากศูนย์บริการส่งเสริมการเกษตรประจำจังหวัด