เปิดเบื้องหลัง AI ในฟุตบอลโลก 2026 ข้อมูล 150 ล้านจุดต่อแมตช์เปลี่ยนเกม
AI ปฏิวัติฟุตบอลโลก 2026 ข้อมูล 150 ล้านจุดต่อแมตช์

ฟุตบอลโลก 2026 กำลังจะกลายเป็นการทดสอบเทคโนโลยี AI ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการฟุตบอล ตามรายงานของนิตยสาร Wired ที่ระบุว่าแต่ละชาติกำลังเร่งใช้ AI เพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง โดย FIFA ในฐานะผู้จัดการแข่งขันได้เตรียมเก็บข้อมูลมากถึง 150 ล้านจุดต่อหนึ่งแมตช์ รวมถึงการติดเซ็นเซอร์ IMU (Inertial Measurement Unit) ภายในลูกฟุตบอลที่จะบันทึกการเคลื่อนไหวถึง 500 ครั้งต่อวินาที เพื่อติดตามวิถีการเคลื่อนที่ของลูกบอลอย่างละเอียด

ข้อมูลฟุตบอล: ความเป็นไปได้มากกว่าจำนวนอะตอมในจักรวาล

แพทริก ลูซีย์ หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ Stats Perform บริษัทข้อมูลและ AI ที่อยู่เบื้องหลังระบบนิเวศฟุตบอลทั่วโลก ระบุว่า ฟุตบอลมีรูปแบบความเป็นไปได้มากกว่าจำนวนอะตอมในจักรวาล ข้อมูลจาก Stats Perform ถูกนำไปใช้ในแทบทุกมิติของวงการ ตั้งแต่การสอดส่องนักเตะ การกำหนดค่าตัวซื้อขายนักเตะระดับหลายล้านปอนด์ การวางแผนแท็กติก และการจัดผู้เล่นตัวจริงของทีมโค้ช ไปจนถึงการออกแบบแผนเตะมุมและฟรีคิก นักเตะเองก็ใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการต่อรองสัญญา ขณะที่สถานีโทรทัศน์นำไปใช้สร้างความบันเทิงให้ผู้ชม

ลูซีย์เปรียบเทียบว่า ลักษณะข้อมูลฟุตบอลมีความละเอียดสูง เกี่ยวข้องกับผู้เล่นหลายฝ่ายพร้อมกัน และมีลักษณะเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน คล้ายกับงานวิเคราะห์ยานยนต์ไร้คนขับที่ต้องติดตามเส้นทางการเคลื่อนที่ หากพิจารณาเพียงทีมเดียวจะมีรูปแบบการจัดเรียงผู้เล่นได้ถึง 10 แฟกทอเรียล และเมื่อรวมฝ่ายตรงข้ามเข้าไปด้วย จำนวนความเป็นไปได้จะยิ่งทวีคูณขึ้นอย่างมหาศาล

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

กือราเซา: ชาติเล็กที่ใช้ข้อมูลพลิกประวัติศาสตร์

ในฝั่งของทีมชาติขนาดเล็ก กือราเซา (Curaçao) ดินแดนแคริบเบียนของเนเธอร์แลนด์ที่มีประชากรเพียงราว 159,000 คน ได้ใช้เทคโนโลยีข้อมูลของตัวเองในการตามรอยนักเตะเชื้อสายกือราเซาที่กระจายอยู่ทั่วโลก โดยใช้ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ในการวางแผนการสอดส่องและจัดทดสอบฝีเท้า จนสามารถผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลกได้เป็นชาติที่มีขนาดเล็กที่สุดในประวัติศาสตร์ทัวร์นาเมนต์นี้

อเล็กซ์ สจ๊วร์ต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Analytics FC บริษัทที่ปรึกษาด้านข้อมูลกีฬา ระบุว่า มีผู้เล่นเพียงคนเดียวในทีมชุดนี้ที่เกิดบนเกาะกือราเซาจริง ส่วนที่เหลือเกิดในเนเธอร์แลนด์ทั้งหมด นอกจากนี้ สมาคมฟุตบอลหลายประเทศยังเริ่มนำ AI มาใช้ในการคัดเลือกเฮดโค้ช ให้เหมาะสมกับจุดแข็งทางแท็กติก รวมถึงใช้ช่วยวางแผนองค์ประกอบของผู้เล่นในทีมชุดใหญ่ให้สอดคล้องกับคู่แข่งในรอบแบ่งกลุ่ม

อังกฤษใช้ AI วิเคราะห์จุดโทษ ลดเวลาจาก 5 วันเหลือ 5 ชั่วโมง

ทีมชาติอังกฤษก็นำ AI มาใช้วิเคราะห์การยิงจุดโทษ เนื่องจากพวกเขาทราบดีว่า การดวลจุดโทษเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ชี้ขาดว่าทีมจะเข้ารอบ หรือตกรอบ ซึ่งอังกฤษมีประสบการณ์เรื่องนี้อย่างเจ็บปวด โดยหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า งานที่เคยต้องใช้เวลาวิเคราะห์ผู้ยิงจุดโทษของคู่แข่งนานถึง 5 วัน ปัจจุบันสามารถทำเสร็จได้ภายในเวลาเพียง 5 ชั่วโมง

มาร์เซโล บิเอลซา (Marcelo Bielsa) เฮดโค้ชทีมชาติอุรุกวัย เคยเปิดเผยสมัยคุมทีมลีดส์ ยูไนเต็ด ในพรีเมียร์ลีกว่า ทีมงานของเขาเคยใช้เวลาราว 300 ชั่วโมงในการวิเคราะห์ทีมคู่แข่งก่อนการแข่งขัน ลูซีย์ระบุว่า งานลักษณะนี้สามารถทำได้โดยอัตโนมัติในปัจจุบัน ผ่านระบบที่แสดงจุดสีแดง และสีน้ำเงินเคลื่อนไหวไล่ตามลูกบอลสีเหลืองบนสนาม ซึ่งนักวิเคราะห์สามารถตั้งคำถามเพื่อค้นหาความถี่ของรูปแบบการเล่นที่นำไปสู่การยิงหรือทำประตูได้ทันที

AI เปรียบเสมือนอินเทอร์เน็ตยุคแรก: โอกาสและความท้าทาย

ยาน เวนดท์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ PLAIER แพลตฟอร์ม AI ที่ทำงานร่วมกับสโมสรและทีมชาติต่างๆ เปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับยุคแรกเริ่มของอินเทอร์เน็ต ที่ทั้งบริติช แอร์เวย์ส และแอมะซอน ต่างสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาในเวลาใกล้เคียงกัน แต่ผลลัพธ์กลับต่างกันโดยสิ้นเชิง บริติช แอร์เวย์สกลายเป็นเพียงแพลตฟอร์มข้อมูลและจองตั๋วเครื่องบิน ขณะที่แอมะซอนเปลี่ยนแปลงวงการค้าทั่วโลก ซึ่งเวนดท์มองว่า AI ก็มีศักยภาพสร้างผลกระทบในลักษณะเดียวกันต่อวงการฟุตบอล

อย่างไรก็ตาม เครื่องมือ AI และบุคลากรที่จำเป็นต้องใช้ในการพัฒนาและดูแลระบบมีต้นทุนสูง ไม่ใช่ทุกประเทศที่มีทรัพยากรเพียงพอ เวนดท์จึงมองว่าการร่วมมือกับบริษัทภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญอยู่แล้วน่าจะเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพมากกว่าสำหรับชาติขนาดเล็ก

FIFA สร้างเครื่องมือ Football AI Pro ลดความเหลื่อมล้ำ

FIFA ตระหนักถึงความกังวลเรื่องช่องว่างด้านข้อมูลระหว่างชาติร่ำรวยและชาติยากจนที่อาจบิดเบือนความเป็นธรรมในการแข่งขัน จึงพัฒนาเครื่องมือ AI เฉพาะของตนเองในชื่อ Football AI Pro และเปิดให้ทุกชาติที่เข้าร่วมฟุตบอลโลกใช้งานได้เป็นครั้งแรกในทัวร์นาเมนต์นี้ โดยมีหน้าตาคล้ายอินเทอร์เฟซแบบแชตบอต โดยที่เฮดโค้ช รวมถึงโค้ชสามารถพิมพ์คำถามเพื่อดึงข้อมูลเกี่ยวกับคู่แข่งนัดต่อไป พร้อมจำลองการแข่งขันในรูปแบบสามมิติที่ช่วยให้วิเคราะห์ได้จากมุมมองที่ไม่เคยทำได้มาก่อน ครอบคลุมทุกข้อมูลตั้งแต่ตำแหน่งการส่งบอล และการวิ่ง ไปจนถึงรูปแบบการรุกและรับ การยิง และการทำประตู

โยฮันเนส โฮลซ์มึลเลอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมของ FIFA ระบุว่า เป้าหมายของ FIFA คือการมอบเทคโนโลยีให้ทุกทีมสามารถใช้งานได้อย่างง่ายดายโดยไม่จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในทีม เนื่องจากไม่ใช่ทุกชาติที่มีงบประมาณเพียงพอ อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า เครื่องมือนี้เป็นเพียงมาตรฐานขั้นต่ำที่ FIFA ทำได้ และยังมีช่องว่างระหว่างทีมที่ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลในระดับที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับทีมชาติอังกฤษที่มีนักพัฒนาซอฟต์แวร์ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล และนักวิเคราะห์ประจำทีมของตัวเอง ควบคู่ไปกับการใช้เครื่องมือ AI จากภายนอกเพิ่มเติม

อนาคตของ AI ในฟุตบอล: การพยากรณ์ระยะยาวและคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ

สำหรับทิศทางในอนาคต ลูซีย์มองว่า ก้าวต่อไปของวงการคือการพยากรณ์ระยะยาว ซึ่งจะนำไปสู่การวิเคราะห์เชิงเหตุการณ์สมมติที่ช่วยแนะนำได้ว่าควรพักผู้เล่นคนใดเพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จสูงสุด ส่วนคำถามที่ว่า FIFA จะต้องเข้ามาควบคุมให้แต่ละชาติใช้ได้เฉพาะเครื่องมือ AI ที่ผ่านการรับรองจาก FIFA เท่านั้นหรือไม่นั้น โฮลซ์มึลเลอร์ระบุว่า ยังเป็นคำถามใหญ่ที่ยังไม่มีคำตอบในวันนี้ แต่ยอมรับว่า AI จะมีบทบาทสำคัญต่อวงการฟุตบอลในอนาคตอย่างแน่นอน